กองหลังเหนียวที่สุด

แข็งแกร่งดุจหินผา! เปิดสถิติ 5 ทีมที่หลังแข็งที่สุดใน EPL ณ เวลานี้

“เกมรับ” หรือการทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมไม่เสียประตู อาจเป็นสิ่งที่ฟังดูน่าเบื่อสำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆคน แต่ทว่าความจริงนั้น เกมรับ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อไรที่เราไม่โดนยิง อย่างน้อยเราก็จะไม่แพ้ ซึ่งทีมที่เป็นแชมป์หรือทีมที่ประสบความสำเร็จ ต่างก็เป็นทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่งกันทั้งนั้น เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เสียประตูไปแค่ 27 ประตู จาก 38 นัด เฉลี่ยแล้วโดนยิงไม่ถึงนัดละลูกด้วยซ้ำ หรือ เชลซี ที่คว้าแชมป์ได้เมื่อสองฤดูกาลที่แล้ว ก็โดนยิงไปเพียงแค่ 33 ประตู จาก 38 นัด เฉลี่ยแล้วไม่ถึงนัดละลูกเช่นกัน

ในวันนี้เราจึงจะขอพูดถึง 5 ทีมที่เกมรับดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก หลังจากผ่านไป 11 เกม เราจะมาดูว่าพวกเขาเสียไปกี่ประตู จุดเด่นในเกมรับพวกเขาคืออะไร สถิติในเกมรับของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง จะมีทีมไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

สถิติ 5 ทีม กองหลังเหนียวที่สุด ใน EPL ตอนนี้

5. วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส อันดับ 11 เสีย 12 ประตู

พรีเมียร์ลีก

เป็นหนึ่งในทีมสุดเซอร์ไพร์สประจำ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ พวกเขาเป็นทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในปีนี้ แต่กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถไต่อันดับขึ้นมาถึงอันดับที่ 11 ชนะ 4 เสมอ 3 แพ้ 4 มี 15 คะแนน เก็บคลีนชีทได้ถึง 4 นัด และเสียไปเพียงแค่ 12 ประตู เฉลี่ยแล้วนัดละ 1.09 ประตูเท่านั้น น้อยกว่าทีมใหญ่อย่าง อาร์เซนอล และ แมนยู เสียอีก พวกเขาใช้แผนหลัง 3 เป็นแผนหลัก เซนเตอร์ 3 คนที่ใช้คือ วิลลิ่ โบลีย์, ไรอัน เบนเน็ตต์ และ โคเนอร์ โคดี้

โดยมีวิงแบ็ก 2 คนซ้าย-ขวาอย่าง จอนนี่ คาสโตร และ แมตต์ โดเฮอร์ตี้ และผู้รักษาประตูอย่าง รุย ปาทริซิโอ นายทวารทีมชาติโปรตุเกส เห็นได้ว่าชื่อชั้นของผู้เล่นในตำแหน่งเกมรับนั้นไม่ได้โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงเท่าไรนัก ต้องชมแผนการเล่นและแทคติกของโค้ชอย่าง นูโน ซานโต ที่ช่วยให้ “หมาป่า” ทำผลงานได้ดีขนาดนี้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 12 ประตู คลีนชีท 4 ครั้ง เซฟ 35 ครั้ง
เข้าปะทะ 194 ครั้ง(สำเร็จ 54%) บล็อกลูกยิง 38 ครั้ง
ตัดบอล 136 ครั้ง เคลียร์บอล 216 ครั้ง ทำเข้าประตูตัวเอง 1 ครั้ง


4. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อันดับ 4 เสีย 10 ประตู

หลังแข็งที่สุดใน EPL

“ไก่เดือยทอง” ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เกาะกลุ่มทีมนำอย่างเหนี่ยวแน่น ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เสริมผู้เล่นแม่แต่รายเดียวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยที่ผ่านไป 11 นัด อยู่อันดับ 4 ชนะ 8 เสมอ 0 แพ้ 3 เสียไปเพียงแค่ 10 ประตู เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 0.91 ประตูต่อเกม ไม่ถึงหนึ่งประตูต่อนัดด้วยซ้ำ ถึงแม้ ยาน แฟร์ตองเก้น เซนเตอร์คนสำคัญจะได้รับอาการบาดเจ็บ และคาดว่าจะกลับมาได้ในช่วงเดือนธันวาคม

แต่ผู้เล่นแกนหลักในแนวรับที่เหลืออย่าง โทบี้ อันเดอร์ไวเรลด์ หรือ คีแรน ทริปเปียร์ ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยตัวผู้เล่นที่มีอยู่บวกกับแทคติกของ พอช คาดว่า สเปอร์ส น่าจะยังคงรักษามาตรฐานการเล่น รวมไปถึงด้านเกมรับได้ดีไปจนจบฤดูกาล

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 10 ประตู คลีนชีท 4 ครั้ง เซฟ 43 ครั้ง
เข้าปะทะ 197 ครั้ง(สำเร็จ 61%) บล็อกลูกยิง 29 ครั้ง
ตัดบอล 110 ครั้ง เคลียร์บอล 260 ครั้ง


3. เชลซี อันดับ 2 เสีย 8 ประตู

สถิติ 5 ทีม EPL

เมาริซิโอ ซาร์รี เฮดโค้ชคนใหม่ของทีม สิงห์บลูส์ ขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชที่มีฝีมือในด้านเกมรุกที่โดดเด่นตั้งแต่ตอนที่ยังคุมอยู่ นาโปลี มาอยู่ที่ เชลซี เขายังคงรักษามาตรฐานในการคุมทีมได้อย่างสุดยอด เป็น 1 ใน 3 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครตลอด 11 นัดที่ผ่านมา ซึ่งในด้านเกมรุกก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตามสไตล์ ซาร์รี่ แต่ในด้านเกมรับก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ลงเล่นไป 11 นัด เสียเพียงแค่ 8 ประตู คิดเป็น 0.73 ประตูต่อนัด คลีนชีททั้งหมด 5 ครั้ง

โดยผู้เล่นตัวหลักในแนวรับประกอบไปด้วย เกป้า ผู้รักษาประตูดาวรุ่งฝีมือดีชาวสเปน ดาวิด หลุยส์ ที่กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ที่พัฒนาฟอร์มขึ้นมาจนยึดตัวจริงได้สำเร็จ และแบ็กซ้าย-ขวา อย่าง มาร์กอส อลองโซ่ และ เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า ถือได้ว่าเป็นแผงแบ็คโฟร์ที่แข็งแกร่งเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามีลุ้นกันยาวๆสำหรับผลงานทีมในปีนี้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 8 ประตู คลีนชีท 5 ครั้ง เซฟ 22 ครั้ง
เข้าปะทะ 143 ครั้ง(สำเร็จ 57%) บล็อกลูกยิง 69 ครั้ง
ตัดบอล 74 ครั้ง เคลียร์บอล 198 ครั้ง


2. ลิเวอร์พูล อันดับ 3 เสีย 5 ประตู

5 ทีม EPL

หลังจากที่ หงส์แดง ได้เซ็นสัญญาระดับสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง คว้าตัว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค รวมไปถึงแก้ไขปัญหาเรื่องผู้รักษาประตู ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลซื้อตัว อลิสสัน เบ็คเกอร์ เข้ามา ถึงแม้ว่าสองดีลนี้จะทำให้ หงส์แดง สูญเงินไปกว่า 150 ล้านปอนด์ แต่มันก็คุ้มค่า เมื่อพวกเขาได้เข้ามายกระดับแนวรับของทีมอย่างแท้จริง ฟาน ไดจ์ค ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือ กองหลังระดับโลก มีความเร็ว สูงใหญ่ แข็งแกร่ง ลูกกลางอากาศยอดเยี่ยม

ส่วน อลิสสัน นั้นฝีมือยอดเยี่ยม ใช้เท้าได้ดี ลูกง่ายไม่พลาด ลูกยากก็สามารถเซฟได้ ทำให้แผงหลังเล่นกันได้อย่างมั่นใจ โดย 11 นัดที่ผ่านมานั้น หงส์แดง เป็นหนึ่งในทีมที่ยังไม่แพ้ใคร เสียไปเพียงแค่ 5 ประตู เฉลี่ยนัดละ 0.45 ลูกเท่านั้น ถ้าหากแนวรับยังทำผลงานได้อย่างสุดยอดเช่นนี้ รวมไปถึงแนวรุกชั้นยอดที่นำโดยสามประสาน SMF ไม่แน่ว่าความฝันอันยาวนานของเหล่า เดอะ ค็อป อาจจะเกิดขึ้นจริงในปีนี้ก็ได้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 5 ประตู คลีนชีท 6 ครั้ง เซฟ 22 ครั้ง
เข้าปะทะ 182 ครั้ง(สำเร็จ 65%) บล็อกลูกยิง 40 ครั้ง
ตัดบอล 95 ครั้ง เคลียร์บอล 199 ครั้ง


1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 1 เสีย 4 ประตู

5 ทีมที่หลังแข็ง

ฝันของเหล่า เดอะ ค็อป จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นี่คือเต็งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของจริง แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ทีมของยอดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้น แข็งแกร่ง ยอดเยี่ยม และสมบูรณ์แบบ จะหาทีมใดในลีกที่สามารถล้มพวกเขาได้นั้นยากมากๆ โดยผลงานผ่านมา 11 นัดในลีกของ เรือใบสีฟ้า พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ยังไม่แพ้ใคร เช่นเดียวกับ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ชนะ 9 เสมอ 2 แพ้ 0 เสียไปเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น คิดเป็น 0.36 ประตูต่อนัด ถือว่าน้อยมากๆ ครองตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในเวลานี้

โดยกำลังหลักในเกมรับของ ซิตี้ ประกอบไปด้วย แอเดอร์สัน ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล จอห์น สโตนส์ และ ไอเมอริค ลาปอร์เต้ สองเซนเตอร์ดาวรุ่งชั้นยอดที่จับคู่กันได้อย่างลงตัว และเบ็คสองข้างที่แข็งแกร่งทั้งรุกและรับอย่าง เบงฌาแม็ง เมนดี้ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และพวกตัวสำรองที่ไว้ใจได้เช่น แวงซองต์ กอมปานี, ดานิโล, นิโคลัส โอตาเมนดี้ และ ฟาเบียน เดลฟ์ เรียกได้ว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจบฤดูกาลนี้ ซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้อีกหนึ่งสมัย

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 4 ประตู คลีนชีท 7 ครั้ง เซฟ 19 ครั้ง
เข้าปะทะ 127 ครั้ง(สำเร็จ 67%) บล็อกลูกยิง 70 ครั้ง
ตัดบอล 110 ครั้ง เคลียร์บอล 159 ครั้ง


ติดตามบทความ สกู๊ป กีฬา เจ๋งๆ ทั่วโลก ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ราคาแพงที่สุด 2018

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุดในโลก ปี 2018

บทความในวันนี้เราจะมา จัดอันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุด 10 อันดับ ในปี 2018 จะมีใครบ้างไปติดตามกันเลยครับ โดยเริ่มที่

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุดในโลก ปี 2018

อันดับที่ 10

ค่าตัว นักฟุตบอล ปี 2018

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ย้ายจากทีม เซาธ์แฮมตัน ไป ลิเวอร์พูล ในปี 2018 นี้ ค่าตัว 75 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,375 ล้านบาท ในตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค


อันดับที่ 9

ค่าตัว นักฟุตบอล

โรเมลู ลูกากู ย้ายจากทีม เอฟเวอร์ตัน ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2017 ราคาค่าตัวอยู่ที่ 75 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,375 ล้านบาท


อันดับที่ 8

อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล

กอนซาโล่ อิกวาอิน ย้ายจากทีม นาโปลี ไป ยูเวนตุส ในปี 2016 ในราคาค่าตัวที่ 75.3 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,388.5 ล้านบาท ในตำแหน่งกองหน้า


อันดับที่ 7

นักฟุตบอล ค่าตัวแพง

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจากทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ในปี 2009 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกกว่า 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท


อันดับที่ 6

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล

แกเร็ธ เบล ย้ายจากทีม สเปอร์ส ไปเป็นผู้เล่นให้กับ เรอัล มาดริด ในปี 2013 ด้วยค่าตัวกว่า 85.3 ล้านปอนด์หรือประมาณ 3,838.5 ล้านบาท ถือเป็นค่าตัวที่เป็นสถิติในปีนั้น เป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย


อันดับที่ 5

นักฟุตบอล ราคาแพง

พอล ป็อกบา ย้ายจากทีมม้าลาย ยูเวนตุส ไปเป็นผู้เล่นให้กับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2016 ด้วยราคาค่าตัวที่สูงกว่า 89.3 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,005 ล้านบาท


อันดับที่ 4

ค่าตัว นักฟุตบอล 2018

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หนึ่งในสองนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบัน ย้ายจากทีม เรอัล มาดริด ไปอยู่กับม้าลาย ยูเวนตุส ในปี 2018 นี้ ด้วยค่าตัวอยู่ที่ 99.2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,200 ล้านบาท


อันดับที่ 3

ค่าตัวนักฟุตบอล แพงที่สุดในโลก

อุสมาน เดมเบเล่ ย้ายจากทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวสูงกว่า 135.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 5,760 ล้านบาทเลยทีเดียว


อันดับที่ 2

อันดับ ค่าตัว นักฟุตบอล

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ย้ายจากทีม ลิเวอร์พลู ไปอยู่กับทีม บาร์เซโลน่า ในปี 2018 นี้ ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 142 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท


อันดับที่ 1

ค่าตัวนักฟุตบอล

เนย์มาร์ ย้ายจากทีม บาร์เซโลน่า ไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 198 ล้านปอนด์หรือประมาณ 8,910 ล้านบาท ยากที่จะมีนักฟุตบอลคนไหนจะทำลายสถิตินี้ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 10 อันดับค่าตัวที่แพงที่สุดของนักฟุตบอล ซึ่งในอนาคตอาจมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงได้ ให้เราคอยติดตามกันครับว่าในอนาคตจะมีนักฟุตบอลคนไหนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่ติดหนึ่งในสิบของผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกบ้างแล้วเราจะมาคอยอัปเดตให้คุณได้รับทราบอีกสำหรับวันนี้สวัสดีครับ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

นักเตะ ค่าตัวแพง

มาดูกัน 7 อันดับ นักเตะ ค่าตัวแพง ที่สุด ใน พรีเมียร์ลีก ของการซื้อขายปีนี้

ล่าสุด ตลาดซื้อขายนักเตะ ฤดูร้อน ของ พรีเมียร์ลีก ประจำปี 2018-2019 ได้ปิดการดำเนินการแล้ว ซึ่งงานนี้มีหลายทีมที่ช้อปนักเตะใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก หลายคนคงอยากรู้ว่าการซื้อนักเตะครั้งนี้ แต่ละคนถูกซื้อไปในค่าตัวเท่าไร เรามาดูกันว่า นักเตะ ค่าตัวแพง ที่สุด ต้องใช้เงินเท่าไร ใน ตลาดหน้าร้อน 2018 ไปดูกันเลย

7 ดีล นักเตะ ค่าตัวแพง ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซัมเมอร์ 2018

1. ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล) 43.7 ล้านปอนด์

นักเตะ พรีเมียร์ลีก

โมนาโก สโมสรในศึกลีกเอิง จัดการขาย ฟาบินโญ่ ให้กับทีมลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่แห่งอังกฤษด้วยค่าตัว 43.7 ล้านปอนด์ และยังมาพร้อมกับออฟชั่นเสริม ถ้าพาทีมขึ้นติดท็อป 4 ในลีก แล้วได้ไปยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ ฟาบินโญ่ เป็นกลองกลางตัวรับ ทีมชาติบราซิล เริ่มต้นค้าแข้งสมัยเยาวชนที่ ฟลูมิเนนเซ่ จากนั้นก็ย้ายไปเล่นที่โปรตุเกส กับ ริโออาฟ แล้วโดนเรอัล มาดริด ยืมตัว 1 ฤดูกาล ก่อนริโออาฟจะขายให้กับ โมนาโก โดยช่วงชีวิตที่เล่นในฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 ปี เจ้าตัวลงสนาม 233 นัด ยิงถึง 31 ประตู และแอสซิสต์ 21 ครั้ง


2. นาบี เกอิตา (ลิเวอร์พูล) 52.75 ล้านปอนด์

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

นาบี เกอิตา ซึ่งเป็นกองกลางทีมชาติกินี ย้ายจาก อาร์บี ไลป์ซิก มาเข้าร่วมกับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว ถึง 52.75 ล้านปอนด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วในศึกบุนเดสลีกา เขาได้ลงสนามให้ต้นสังกัดเดิม 27 นัด ยิง 6 ประตู และ Assist 5 ครั้ง เขายังเคยผ่านศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก 11 นัด และยูโรป้าลีก 12 นัด นอกจากนี้ยังรับใช้ทีมชาติมาทั้งหมด 29 ครั้ง


3. จอร์จินโญ่ (เชลซี) 57 ล้านปอนด์

ค่าตัวแพงที่สุด

เชลซี จัดการซื้อนักเตะ จอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลี วัย 26 ปี จาก นาโปลี ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปีด้วยค่าตัว 57 ล้านปอนด์ โดยสมัยที่เขายังอยู่ที่นาโปลี ได้ลงเล่นไป 160 นัด ยิง 6 ประตู แอสซิส 14 ครั้ง นอกจากนี้ยังผ่านการรับใช้ทีมชาติติอัซซูรี่ มาจำนวน 8 นัด

ต่อมาเมื่อย้ายมาร่วมทัพเชลซี ได้ประเดิมนัดแรกเกมอุ่นเครื่องกับ เพิร์ธ กลอรี่ ที่ออสเตรเลีย ก็ได้ทำสถิติจ่ายบอลอันยอดเยี่ยม ลงเพียง 45 นาทีแรก แต่จ่ายบอลไปถึง 101 ครั้ง จ่ายบอลสำเร็จ 98 ครั้ง นั่นคือเฉลี่ยจ่ายทุก ๆ 27 วินาทีเลยทีเดียว


4. ริยาด มาห์เรซ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) 60 ล้านปอนด์

ค่าตัวแพง

ริยาด มาห์เรซ ถูกซื้อตัวโดยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวทุบสถิติสโมสรเรือใบ 60 ล้านปอนด์ พร้อมกับเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งตลาดซื้อขายนักเตะฤดูหนาวช่วงต้นปีที่ผ่านมา มาห์เรซ ต้องการย้ายไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อตลาดซื้อขายสิ้นสุดลง เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ย้ายออก เนื่องจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่อยากเสียปีกชาวแอลจีเรียรายนี้ไป ที่ขณะนั้นฟอร์มการเล่นกำลังโดดเด่นเป็นที่จับตามองของหลายทีม

จึงได้ตั้งค่าหัวสูงลิบถึง 95 ล้านปอนด์ และก็เป็นผลสำเร็จ เพราะสโมสรเรือใบสู้ราคาไม่ไหวล้มเลิกดีลไปในที่สุด ทำให้ มาห์เรซ หัวเสียอย่างมาก ไม่ยอมมาซ้อมกับทีม 2 วันติดต่อกัน และโดนจิ้งจอกลงดาบปรับเงินจำนวน 200,000 ปอนด์


5. เฟร็ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) 61.2 ล้านปอนด์

อันดับนักเตะ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกลงซื้อ เฟร็ด ดาวเตะกองกลางทีมชาติบราซิล วัย 25 ปี จาก ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค สโมสรใน ยูเครเนียน พรีเมียร์ลีก ด้วยค่าตัว 61.2 ล้านปอนด์ เซ็นสัญญา 5 ปี

โดยก่อนที่ เฟร็ด จะมาเข้าร่วมทัพนั้น ได้ลงเล่นให้กับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค ไปจำนวน 155 นัด ยิง 15 ประตู แอสซิสต์ 15 ครั้ง ซึ่งสมัยที่ค้าแข้ง สามารถพาทีมคว้าแชมป์มา 6 ถ้วย แบ่งเป็น แชมป์ยูเครเนียน พรีเมียร์ลีก 3 ครั้ง แชมป์ยูเครเนียน คัพ 1 ครั้ง และแชมป์ยูเครเนียน ซูเปอร์คัพ 2 ครั้ง


6. อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล) 67 ล้านปอนด์

ซัมเมอร์ 2018

ลิเวอร์พูลประกาศความสำเร็จคว้า อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิล ที่ย้ายมาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวสถิติโลกในช่วงแรก 67 ล้านปอนด์ ซึ่งการมาของนักเตะรายนี้ ได้สร้างความสงสัยของเหล่าแฟนบอลว่า เหตุใดทีมถึงยอมทุ่มเงินเพื่อให้ได้อดีตนายทวารโรม่า มาครอบครอง

ย้อนกลับไปเมื่อวันชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่ผ่านมา ลอริส คาริอุส นายด่านมือหนึ่งลิเวอร์พูล ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงฟอร์มการเล่นยอดแย่ในนัดนั้น จนถูกกล่าวว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมพ่ายแพ้เรอัล มาดริด

ขณะที่ทางด้านสถิติของ อลิสซอน ตอนอยู่โรม่า พบว่าฤดูกาลแล้ว เจ้าตัวลงเล่น 37 นัด เก็บ 17 คลีนชีต เซฟประตู 109 ครั้ง ผ่านบอลได้แม่น 83% เซฟจุดโทษถึง 2 ครั้ง (จาก 5 ครั้ง) ทำให้ไม่ต้องสัยสัยเลยว่าผู้รักษาประตูคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล เก่งกาจสมกับค่าตัวหรือไม่


7. เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า (เชลซี) 71.6 ล้านปอนด์

 7 นักเตะ

เชลซีเพิ่งได้คว้า เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนคนใหม่ เซ็นสัญญาระยะยาว 7 ปี จาก แอธเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัวสูงถึง 71.6 ล้านปอนด์ นับเป็นตัวเลขสถิติโลกสูงสุดของผู้รักษาประตู ที่ก่อนหน้านี้เป็นของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ จากทีมลิเวอร์พูล

โดยการมาของนายทวารรายนี้ สืบเนื่องมาจาก ติโบต์ กูร์กตัวส์ ไม่ต้องการต่อสัญญากับต้นสังกัด และอยากย้ายไปเล่นที่สเปน เพื่อจะได้อยู่กับครอบครัว ทำให้เชลซี ไม่อยากเสี่ยงที่จะปล่อย กูร์กตัวส์ ออกไปแบบฟรีๆ

ซึ่งเหลือสัญญาแค่ปีเดียว จึงต้องคว้า เกป้า มาเป็นตัวตายตัวแทนโกลมือหนึ่งคนใหม่ แล้วขาย กูร์กตัวส์ ให้เรอัล มาดริด 35 ล้านปอนด์


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

หัวหอก พลาดเป้า

แล้วจะอึ้ง ! มาชม หัวหอก ‘พลาดเป้า’ บ่อยสุดใน พรีเมียร์ลีก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแน่นอนกับสถิติ หัวหอก พลาดเป้า ที่ออกมา เมื่อเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของ ‘Premier league’ ได้เปิดเผยถึงรายชื่อ ศูนย์หน้า ที่พลาดโอกาสสำคัญมากที่สุด ตลอดระยะเวลา ค้าแข้ง บนสังเวียน พรีเมียร์ลีก ส่วนจะมีใครบ้างนั้นติดตามกันเลย

มาชม หัวหอก พลาดเป้า 9 อันดับแรก ของ ลีกอังกฤษ

9. เวย์น รูนีย์ : เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เวย์น รูนีย์

ดาวยิงที่ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ ก็อยู่ในโผนี้ด้วยแต่ก็ถือว่าน้อยมากๆหากเทียบกับจำนวนประตูที่เขาสามารถกระซวกให้กับสโมสรได้

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏว่า รูนีย์ พลาดโอกาสครั้งสำคัญในการทำประตูไปทั้งหมด 54 ครั้งแต่สถิติใน พรีเมียร์ลีก ของเขาก็คือลงสนาม 491 นัดยิงได้ 208 ประตู


8. ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้, โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, เชลซี, ลิเวอร์พูล, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

หอกกระดูกยุงรายนี้เราอาจจะเห็นในช่วงหลังที่ว่า ‘ลงเป็นยิง’ ให้กับ ลิเวอร์พูล ก็จริงทว่า สเตอร์ริดจ์ นั้นก็ใช้โอกาสไปไม่ใช่น้อยและก็พลาดจังหวะจ่อๆหลายต่อหลายครั้ง

ตามสถิติที่ออกมา ‘หริด’ พลาดครั้งสำคัญไปทั้งหมด 57 ครั้งตลอดการล่าตาข่ายใน พรีเมียร์ลีก ส่วนสถิติรวมของเขานั้นลงสนามไปทั้งหมด 203 นัดยิงได้ 75 ประตูด้วยกัน


7. ธีโอ วัลค็อตต์ : อาร์เซน่อล, เอฟเวอร์ตัน

ธีโอ วัลค็อตต์

จริงอยู่ที่ช่วงหลังๆเราจะมองเห็นทาง วัลค็อตต์ เป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซะมากกว่าศูนย์หน้าแต่เจ้าตัวก็เคยย้ำมาตลอดว่าตำแหน่งที่ถนัดจริงๆคือหัวหอกที่มีหน้าที่สังหารประตูเท่านั้น

วัลค็อตต์ ได้รับโอกาสลงสนามกับ อาร์เซน่อล อย่างต่อเนื่องในช่วงแรกและแน่นอนว่าเขาก็โดนแฟนๆด่าไม่ใช่น้อยเกี่ยวการพลาดโอกาสในการทำประตูซึ่งแข้งจาก “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” พลาดรวมไปแล้ว 66 ครั้งด้วยกัน

ส่วนสถิติรวมของเขานั้น วัลค็อตต์ ลงสนามไป 288 นัดยิงได้ 70 ประตู


6. แฮร์รี่ เคน : ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์, นอริช ซิตี้

แฮร์รี่ เคน

เจ้าของรางวัล ‘รองเท้าทองคำ’ ฤดูกาลที่ผ่านมาอย่าง เคน ก็มีจังหวะพลาดแบบเหน่งๆไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นด้วยจำนวนประตูที่เขาทำได้มันก็น่าจะพอหยวนๆและลืมเรื่องสถิตินี้ไปได้บ้าง

เคน พลาดโอกาสครั้งสำคัญทั้หมด 70 ครั้งตลอดการลงสนามให้กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ และ นอริช ซิตี้ (ลงนัดเดียว) แต่เชื่อเถอะครับว่าด้วยสถิติลงสนาม 157 นัดยิงไป 110 ประตู ใครล่ะจะไปสนความผิดพลาดของ เคน กัน ?


5. โอลิวิเยร์ ชิรูด์ : อาร์เซน่อล, เชลซี

โอลิวิเยร์ ชิรูด์

หนึ่งในกองหน้าที่โดนแฟนๆด่าว่าเป็น ‘สากกระเบือ’ มากที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังแต่ ชิรูด์ เองไม่ใช่ที่สุดในเรื่องของการพลาดโอกาสครั้งสำคัญแต่อย่างใด

สถิติที่ถูกเปิดเผยออกมานั้นหัวหอกดีกรีแชมป์โลกชาวเฟร้นซ์พลาดไปทั้งหมด 71 ครั้งและด้วยสถิติการลงเล่น 196 นัดยิงได้ 76 ประตู มันก็ดูไม่เลวอะไรเลยในฐานะศูนย์หน้าตัวเป้า


4. โรเมลู ลูกากู : เชลซี, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โรเมลู ลูกากู

แข้งที่เคยถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งสำหรับ ลูกากู ตอนที่เขาย้ายมาอยู่กับ เชลซี ทว่าสุดท้ายก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในสีเสื้อน้ำเงินของ “สิงห์บลูส์” ทว่าเขากลับสามารถเข้าอำเภอแจ้งเกิดได้สำเร็จด้วยสีเสื้อน้ำเงินเหมือนกันแต่กับ เอฟเวอร์ตัน

ในตอนนี้ ลูกากู ล่าตาข่ายอยู่กับทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และความผิดพลาดในการสังหารประตูจังหวะสำคัญนั้นอยู่ที่ 75 ครั้งด้วยกันทว่าสถิติรวมนั้นบอกได้เลยว่าไม่ใช่เล่นๆด้วยการลงสนาม 224 นัดยิงได้ 104 ประตู


3. คริสติย็อง เบนเตเก้ : แอสตัน วิลล่า, ลิเวอร์พูล, คริสตัล พาเลซ

คริสติย็อง เบนเตเก้

ดาวยิงเจ้าของฉายาบุตรแห่ง เอลมิล เฮสกี้ ผงาดขึ้นมารั้งอันดับที่ 3 ได้ซึ่งก็ถือว่าเพราะแรงด่าจากแฟนๆ ลิเวอร์พูล ล้วนๆเลยครับเพราะหากลองเทียบปีกับแข้งที่ติดๆมาน่ะ เบนเตเก้ เพิ่งจะเข้ามาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2012 นี้เอง

เบนเตเก้ พลาดโอกาสในการสังหารประตูจังหวะสำคัญไปแล้วถึง 77 ครั้งแถมสถิติลงสนาม 189 นัดยิงได้ 69 ประตูก็เชื่อว่ามันยังไม่ดีพอเท่าที่ควรในฐานะศูนย์หน้าตัวความหวังของทีม


2. โรบิน ฟาน เพอร์ซีย์ : อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โรบิน-ฟาน-เพอร์ซีย์

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอกเพราะอันดับที่ 2 ก็คือ ‘RVP’ ฟลายอิง ดัตช์ แมน ของ “ปืนใหญ่” และ “ปีศาจแดง” ที่ปรากฏว่าเขาพลาดโอกาสครั้งสำคัญมาแล้วถึง 80 ครั้งเลยทีเดียว

ตลอดระยะเวลาที่เราเห็น ฟาน เพอร์ซี่ ลงสนามในเสื้อสีแดงของทั้ง อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นเราอาจจะนึกภาพการสังหารที่คมกริบด้วยเท้าซ้ายพิฆาต แต่สถิติก็คือสถิตินั่นแหละครับ

สำหรับ ‘RVP’ นั้นลงสนามไปทั้งหมด 280 นัดยิงได้ 144 ประตู เอาล่ะคงจะลืมสถิติความผิดพลาดของ ฟาน เพอร์ซี่ ไปหมดแล้วล่ะสิ


1. เซร์คิโอ อเกวโร่ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เซร์คิโอ อเกวโร่

เพิ่งจะขึ้นแท่นเป็นตำนานสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปหมาดๆสำหรับการกระทุ้งประตูได้มากที่สุดของประวัติศาสตร์ “เรือใบสีฟ้า” แต่ตัวของ กุน เองก็มีสถิติที่ค่อนข้างย้อนแย้งออกมานิดนึง

หากใครเป็นแฟน “เรือใบสีฟ้า” ที่ติดตามรับชมบ่อยๆอาจจะไม่แปลกใจซักเท่าไรนักเพราะเราจะเห็นได้ตลอดเวลาเลยว่า กุน พลาดโอกาสครั้งสำคัญไปมากมายขนาดไหนซึ่งข้อมูลที่ออกมาก็ระบุว่าเขาพลาดไปถึง 105 ครั้งกินขาดแข้งอันดับ 2-9 สุดๆ

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กุน ลงสนามให้กับ ซิตี้ ไป 210 และยิงได้ถึง 146 ประตูและคุณลองคิดดูสิว่าหากเขาเปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นประตูได้สถิติรวมทั้งหมดของหอกมะขามข้อเดียวรายนี้จะสุดตะลึงขนาดไหน


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

แข้ง พังไม่เป็นท่า

6 แข้ง พังไม่เป็นท่า ที่เคยถูกยกย่องเหมือนตำนาน แต่สุดท้ายเละเทะ !

มีมากมายหลายต่อหลายครั้งที่ นักฟุตบอล ดาวรุ่ง จะถูกนำไปโยงว่าเป็น แข้งระดับตำนาน คนใหม่ เมื่อโชว์ฟอร์มได้ดี บางคนก็สามารถทะลุขึ้นไปอยู่ในจุดที่คนลืมไปแล้วว่า เคยถูกเทียบกับตำนานคนไหน เพราะเขาสร้างชื่อเสียงมาได้ด้วยตนเอง และในสกู๊ปนี้ผมจะขอหยิบยก แข้ง พังไม่เป็นท่า และแทบไม่ได้ครึ่งของตำนานที่ถูกนำไปเปรียบเทียบ

รวม นักเตะ พังไม่เป็นท่า แต่ถูกยกย่องเยี่ยง แข้งในตำนาน

6. แจ็ค วิลเชียร์ : อันเดรีย ปีร์โล่

แจ็ค วิลเชียร์

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ วิลเชียร์ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ อาร์เซน่อล ใหม่ๆนั้นสาวก “ปืนใหญ่” ค่อนข้างตื่นเต้นและคาดหวังในตัวของไอ้หนูรายนี้มากถึงมากที่สุด

อีกทั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงกับเคยพูดเอาไว้ว่า “ผมจำได้ว่า ยูเวนตุส เล่น 3-4 ปีโดยใช้มิดฟิลด์โฮลดิ้งคนเดียวที่ชื่อว่า อันเดรีย ปีร์โล่”

“และ ปีร์โล่ ก็เหมือนกับ แจ็ค เขามีความคล้ายคลึงกับ แจ็ค เอามากๆ”

เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะไม่คิดแบบนั้นแต่บางที เปเยกรินี่ คงชื่นชอบในตัวของ วิลเชียร์ อยู่ถึงขนาดฉกตัวไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในฤดูกาลปัจจุบัน


5. อันเดอร์สัน : โรนัลดินโญ่

อันเดอร์สัน

มิดฟิลด์ผู้ไม่เคยหยุดยิ้มของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในเรื่องของการคว้าถ้วยแชมป์กับทีมเป็นอย่างมากเพราะว่าเขาได้มาอยู่ในยุคสมัยของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

โดยครั้งหนึ่ง อันเดอร์สัน เองเคยให้สัมภาษณ์กับ ‘Telegraph’ สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษเอาไว้ว่า “มันทำให้ผมมีความภูมิใจเอามากๆที่มีคนเปรียบเทียบ โรนัลดินโญ่ กับผมแต่ถึงอย่างนั้น โรนัลดินโญ่ ก็คือ โรนัลดินโญ่ และ อันเดอร์สัน ก็คือ อันเดอร์สัน”

ใช่มั้ยล่ะครับ ทุกๆคนก็คงคิดแบบที่ อันเดอร์สัน พูดไปแล้วเพราะหากมองดูกันจริงๆอดีตมิดฟิลด์จากค่าย “ปีศาจแดง” นั้นแทบไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้กับ โรนัลดินโญ่ เลยแม้แต่นิดเดียว


4. โบยาน เกร์กิช : ลีโอเนล เมสซี่

ชโบยาน เกร์กิช

ตอนที่ไอ้หนูนามว่า โบยาน ขึ้นมาโลดแล่นในทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ได้ใหม่ๆเขาได้รับการตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของ ลีโอเนล เมสซี่ ด้วยการเป็น เมสซี่ คนใหม่แห่งถิ่น คัมป์ นู

แต่ด้วยความกดดันหรือยังไงไม่ทราบได้ จากฟอร์มพีคๆของ โบยาน ในช่วงต้นนั้นมันกลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นของตัวเองเอาไว้ได้จนสุดท้าย โบยาน ก็ระหกระเหินออกมาจากแคว้นกาตาลัน

ด้วยความผิดหวังของเขา โบยาน เคยเปิดใจผ่าน ‘The Guardian’ ว่า “เมื่อผมตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองคือ เมสซี่คนใหม่ ใช่มันดีนะถ้าหากคุณถูกเปรียบเทียบกับ เมสซี่ แต่สิ่งที่คุณขาดหวังจริงๆจากอาชีพนี้มันคืออะไรล่ะ ?”

สิ่งที่ โบยาน คาดหวังอาจจะไม่ใช่เป็น เมสซี่ คนใหม่แต่อาจจะเป็นการที่เล่นในระดับท็อปของลีกยุโรปอีกครั้งเพราะในตอนนี้เขาเล่นให้กับ สโต๊ค ซิตี้ ในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ของอังกฤษเท่านั้น


3. เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า : รอย คีน

เอริค เฌมบ้า เฌมบ้า

นับตั้งแต่ รอย คีน ก้าวออกจากโรงละครแห่งความฝันไป เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ลองผิดลองถูกมาตลอดและแข้งที่ชื่อว่า เฌมบ้า-เฌมบ้า นี่ถูกลงมติเหมือนกันหมดว่าเป็นการลองผิด

เฌมบ้า-เฌมบ้า เข้ามาสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความหวังที่จะกลายเป็น คีน คนใหม่ด้วยการเล่นมิดฟิลด์ตัวรับและมีสไตล์ที่ดุดันทว่าสุดท้ายก็กลายออกลูกเหวอมากไปหน่อยจนถึงกับหาข้อดีที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ คีน ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ฉายาที่สาวก ‘เร้ด อาร์มี่ส์’ ประเทศไทยตั้งเอาไว้ให้ไม่ใช่ เฌมบ้า-เฌมบ้า นะครับแต่เขาคือ เฌมบ้า-เฌมบอ เพราะพี่แกเล่นวิ่งมั่วไปหมด


2. กาเบรียล โอแบร์ตอง : คริสเตียโน่ โรนัลโด้

กาเบรียล โอแบร์ตอง

ตอนที่ โอแบร์ตอง เข้ามาสวมเสื้อสีแดงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือช่วงเวลาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตัดสินใจออกจากโรงละครแห่งความฝันเพื่อไปอยู่กับ เรอัล มาดริด

มันเลยทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวแทนของ โรนัลโด้ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันตั้งแต่วันแรกที่ชูเสื้อของ “ปีศาจแดง” ว่า

“ผมไม่ใช่ตัวแทนของ โรนัลโด้ สำหรับตอนนี้มันไม่ควรมีข้อเปรียบเทียบอะไร ผมเพียงแค่พยายามเป็น กาเบรียล โอแบร์ตอง เท่านั้น.

บางทีด้วยกระแสความกดดันต่างๆมันเลยทำให้ โอแบร์ตอง มีดีแต่การสับขากระชากหลอกเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับ “ปีศาจแดง” ได้หรือแม้แต่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยก็ตาม

ทีนี้เราก็รู้แล้วล่ะว่าเขาคือ โอแบร์ตอง จริงๆ


1. เฟร็ดดี้ เอดู : เปเล่

เฟร็ดดี้ เอดู

ชื่อนี้เชื่อว่าคอลูกหนังหลายคนคงจะรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาคือไอ้หนูเด็กเทพประจำเกมส์ในคอมพิวเตอร์ที่มีค่าพลังแฝงโคตรจะโหด

เอดู ขึ้นมาเล่นบน เมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ได้ด้วยวัย 14 ปีเท่านั้นและสื่อจากแดนมะกันถึงกับยกย่องให้เขาเป็น ‘เปเล่ คนใหม่’ และด้วยลีลาสมัยวัยเยาว์ของ เอดู ทาง เปเล่ ก็เคยรับชมพร้อมกับกล่าวว่า

“เท้าซ้ายของเขามหัศจรรย์มาก มันเหมือนกับโมซาร์ทเลย พระเจ้าส่ง เฟร็ดดี้ ลงมาเล่นฟุตบอล ถ้าหากเขาเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้พร้อมมันจะไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้แน่ๆ”

ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของ เปเล่ รึเปล่าที่ทำให้หลังจากนั้นชีวิตการค้าแข้งของ เอดู ดิ่งลงแบบไม่น่าเชื่อจากความหวังคนใหม่ของ อเมริกา กลับกลายเป็นแข้งที่โลดแล่นพเนจรไปเรื่อยทั้ง รีล ซอลต์ เลค, เบ็นฟิก้า, โมนาโก, เบเลเนนเซส, อาริส, เคย์คูร์ ริเซสปอร์, ฟิลาเดเฟีย ยูเนียน, บาเฮีย, ยาโกดิน่า, คูพีเอส, แทมปา เบย์ รอว์ดีส์ และล่าสุดคือ ลาส เวกาส ไลท์ส

ไงล่ะ ? เปเล่ มั้ยล่ะ ?


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

ดีแค่ไหนก็ไม่ได้ใจเธอ … 6 แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

อดีต เอล กัปปิตัน แห่ง อัตเลตีโก มาดริด เจ้าของแชมป์ ยูฟา ยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้มีนามว่า กาบี้ เฟร์นานเดซ แม้ว่าเขาจะเพิ่งย้ายทีมไปโกยเงินกับ อัล ซาด ที่กาตาร์ ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะนาฬิกานักเตะอาชีพของเขาเหลือไม่มากแล้ว แต่ทุกคนก็รู้ถึงฝีมือเขาเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าฝีมือดีแค่ไหน เขาก็ ไม่เคยถูกเรียก ติดทีมชาติชุดใหญ่ เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะดันอยู่ในรุ่นห้องเครื่องบาร์เซโลนา ครองพื้นที่ตำแหน่งมิดฟิลด์แดนกระทิงดุอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ชาบี้ เอร์นานเดซ หรือ อันเดรส อีเนียสตา

ซึ่งหากพูดถึงสองคนนี้ในช่วงพีคแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหน จะโดนดองก็คงไม่แปลก ปฏิเสธไม่เลยละครับ ว่าแชมป์โลก 1 ครั้ง และยูโรอีก 2 ครั้ง ของแดนกระทิงดุนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะ 2 มิดฟิลด์ชาวบาร์เซโลนานั่นแหละ เรียกได้ว่าช่วงพีคนี่ ทั้งบาร์เซโลนา และสเปน ต่างก็ประสบความสำเร็จได้จากน้ำมือของมิดฟิลด์ผลผลิตลามาเซีย สองรายนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ กาบี้ คงจะไม่มีโอกาสได้ติดทีมชาติอีกต่อไปแล้ว ด้วยอายุกว่า 35 วันนี้ผมเลยจะพามาดู นักเตะคนอื่นๆ ที่อาภัพแบบ กาบี้ กันบ้าง

รายชื่อ แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

6. มิเกล อาร์เตต้า (ทีมชาติสเปน)

มิเกล อาร์เตต้า

อดีตเพื่อนร่วมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ในทัพ เรอัล โซเซียดาด มีเส้นทางระดับสโมสรที่ยอดเยี่ยม มิเกล อาร์เตต้า เป็นตำนานของเอฟเวอร์ตัน และปิดฉากกับอาร์เซน่อล แบบที่เหล่ากันเนอร์สต่างโค้งคารวะ … ทว่า กับทัพ “กระทิงดุ” แล้ว เหลือเชื่อที่ห้องเครื่องมันสมองกลับโดนหมางเมินจากทีมชุดใหญ่โดยตลอด

อาร์เตต้า ติดโผในทีมชาติชุดเล็กไล่เรียงตั้งแต่รุ่นยู-16 มาจนถึงยู-21 และหากไม่ผิดเพี้ยน กองกลางเลือดนักสู้ควรก้าวอีกระดับเพื่อขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงท็อปฟอร์ม ซึ่งเกิดขึ้นพอดิบพอดีกับที่สเปนอุดมด้วยแข้งฝีเท้าฉกาจเต็มไปหมด อาร์เตต้าได้เพียงชื่นชมเพื่อนร่วมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 ผ่านทางหน้าจอเท่านั้น


5. สตีฟ บรูซ (ทีมชาติอังกฤษ)

แข้งฝีมือดี

ย้อนหลังไปถึงยุค 90 มันเหลือเชื่อสำหรับกองหลังคุณภาพสูง แถมยังเป็นกัปตันทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกเสียด้วย ยี่ห้อ สตีฟ บรูซ มีคุณสมบัติครบถ้วน ความเป็นผู้นำ, เลือดนักสู้ รวมถึงทีเด็ดจากลูกกลางอากาศและความไว้ใจได้ในฐานะเพชฌฆาตลูกนิ่ง 12 หลา

“บรูซซี่” เป็นสมุนเอกของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ในวันที่ไม่มียศเซอร์) แต่ไม่ใช่สำหรับกุนซือ “สิงโตคำราม” ตั้งแต่ยุค บ็อบบี้ ร็อบสัน เรื่อยมาถึง เกรแฮม เทย์เลอร์ หรือ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ โดยบรูซเคยเล่นแค่ทีมชาติชุด บี ในปี 1987 เท่านั้น


4. เคร็ก จอห์นสตัน (ทีมชาติออสเตรเลีย)

ไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติ

ตำนาน “หงส์แดง” ยุค 80 ผู้ให้กำเนิด อาดิดาส พรีเดเตอร์ เคร็ก จอห์นสตัน มีโอกาสโลดแล่นให้กับหลายชาติ เขามีเชื้อสายออสเตรียแต่เกิดที่แอฟริกาใต้ เช่นเดียวกับการได้รับข้อเสนอจาก จ๊อค สตีน ให้เล่นทีมชาติสก็อตแลนด์จากเชื้อสายฝั่งแม่ อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว จอห์นสตันเลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ โดยเล่นให้ทีมระดับยู-21 อยู่สองนัด สมัยอยู่กับมิดเดิ้ลสโบรช์

เมื่อย้ายมาอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูลในปี 1981 ด้วยการเป็นมิดฟิลด์ตัวหลักพาทีมกวาดแชมป์ทั้งในและนอกประเทศ ทว่า จอห์นสตันกลับไม่ได้รับโอกาสจาก บ็อบบี้ ร็อบสัน อีกเลย แม้เคยโดนเรียกติดทีมชุดใหญ่ เมื่อพฤศจิกายน 1987 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามแต่อย่างใด


3. เปาโล ดิ คานิโอ (ทีมชาติอิตาลี)

ทีมชาติชุดใหญ่

ศิลปินลูกหนังตัวจริงเสียงจริง ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับฝีเท้าของ เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานแข้งชาวอิตาเลียน เต็มไปด้วยเทคนิค, ไอเดีย, มันสมอง และชั้นเชิง ทว่า เหลือเชื่อที่ดาวเตะผู้เคยปฏิเสธการร่วมทัพ “ปีศาจแดง” ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างไม่เจตนา (เนื่องจากคิดว่าโดนเพื่อนอำ) กลับไม่เคยได้รับโอกาสติดทัพ “อัซซูรี่” เลยแม้แต่เกมเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุนั้นมาจากบุคลิกอันแข็งกร้าวของเขา ขณะที่บางส่วนระบุว่า สมัยนั้น อิตาลีมีกองหน้าระดับพระกาฬหลายราย หรือบางรายเชื่อว่า การมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในยุคนั้น เป็นการปิดโอกาสในทีมชาติของเขาโดยปริยาย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด มันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้


2. เมาโร ซาราเต้ (ทีมชาติอาร์เจนตินา)

แข้งฝีมือดี ไม่ติดทีมชาติชุดใหญ่

กองหน้าผู้แคล่วคล่องชาวอาร์เจนไตน์ เป็นเจ้าของทำประตูชัยในเกมชิงแชมป์โลก ยู-20 เมื่อปี 2007 ที่พบสาธารณรัฐเช็ก และปีถัดมา เมื่อ “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า เทพเจ้าลูกหนังแดนฟ้าขาวขึ้นคุมทีมชาติชุดใหญ่ เขาเปรยว่า หากไอ้หนูซาราเต้ยังรักษาฟอร์มเก่งไว้ได้ เขาจะมีโอกาสในทีมชุดใหญ่แน่

อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังมาไม่ถึง และในปี 2014 มีข่าวว่า ซาราเต้อาจเลือกเล่นให้ทีมชาติชิลีแทน หลังหลุดโผจากทีมของ “ตาต้า” เคราร์โด้ มาร์ติโน่ กระนั้น ปีถัดมา เขายืนยันว่า เขาคือชาวอาร์เจนไตน์และฝันถึงการรับใช้แผ่นดินเกิดเสมอ … ทว่า จวบจนวันนี้ ด้วยวัย 31 ปี มันคงไม่แคล้วเป็นฝันค้างของซาราเต้เป็นแน่แท้


1. มาร์ค โนเบิล (ทีมชาติอังกฤษ)

6 แข้งฝีมือดี

มิดฟิลด์พันธุ์ผู้ดีลูกหม้อ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ติดทัพ “สิงโตคำราม” รุ่นเล็กมาแล้วอย่างโชกโชน โดยเฉพาะรุ่นยู-21 มาร์ค โนเบิล เป็นกัปตันทีมชุดลุยศึกชิงแชมป์ยุโรป 2009 ก่อนได้รองแชมป์หลังพ่ายเยอรมัน 0-4 โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า นั่นเป็นการติดธงครั้งสุดท้ายของเขา

โนเบิล เป็นหนึ่งในกองกลางฝีเท้ามาตรฐาน แม้อาจไม่ถึงกับโดดเด่นจนต้องขยี้ตา แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนต้องเมินหน้า ยิ่งเมื่อเทียบกับผู้เล่นมากมายที่ถูกเรียกติดธง และในฤดูกาล 2015/16

โนเบิลโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยม และหลายฝ่ายเชื่อว่า มันถึงเวลาแล้วสำหรับการติดทีมชาติชุดใหญ่เพื่อลุยยูโร 2016 ทว่า สุดท้าย รอย ฮ็อดจ์สัน เรียก แจ็ค วิลเชียร์ ไปแทน นั่นเป็นจุดแตกหักที่ทำให้มิดฟิลด์ตัวเก๋าของ “ขุนค้อน” ประกาศหันหลังให้ทีมชาติอังกฤษทันที


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30

30 ยังแจ๋ว …5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ

มีนักเตะมากมาย ที่ย้ายมาจากลีกอื่น แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับลีกแดนผู้ดีได้ สุดท้ายแล้วเอาชื่อเสียงไปทิ้งก็มี แต่ก็มีนักเตะบางกลุ่มที่เก่งพอจะเฉิดฉายไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้จะ ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แล้วก็ตาม ซึ่งในแบบหลังนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยเหลือเกิน ซึ่งวันนี้ลิสต์ที่ผมจะเอามาให้ดูได้ชมกันนั้น เป็นแบบอย่างหลังครับ แถมอายุแต่ละคนยัง 30 อัพกันแล้ว เมื่อย้ายมาเล่น ณ พรีเมียร์ ลีก

5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ มีใครกันบ้าง

1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

เขาคือนักเตะที่ประสบความสำเร็จกับทุกที่ที่ไปเล่น แต่ว่าพรสวรรค์และความสุดยอดของเขากลับเป็นที่สงสัยเมื่อเลือกที่จะย้ายมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

ขวบปีที่ผ่านมา ผลงานของ ซลาตัน คือคำตอบทุกอย่าง เขาลงสนามให้กับทีมมากกว่าใครในช่วงก่อนที่จะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน

อันที่จริงพวกคนดูในอังกฤษก็มีเหตุผลที่จะคลางแคลงในตัวของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดในการเล่นที่อังกฤษหรือไม่ ด้วยอายุ 35 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาก็เคยสร้างผลงานในการเจอกับทีมจากอังกฤษมาแล้วเมื่อยิงคนเดียวสองประตูใส่ อาร์เซน่อล เมื่อสมัยเล่นให้กับ บารืเซโลน่า แต่ว่าการเล่นที่ บาร์ซ่า ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้นมันไม่ได้สุดยอดอย่างที่หวังเอาไว้


2. เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ (ฟูแล่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยายามอย่างมากกับการหาตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ทั้ง มาร์ค บอสนิช , ไรมอน ฟาน เดอ ฮาว และ มัสซิโม่ ตาอิบี้ ล้วนแล้วแต่ยังไม่ใช่คำตอบ

สุดท้ายทุกอย่างมาจบลงที่นายทวารชาวดัตช์ที่เขาคว้าตัวมาจาก ฟูแล่ม และก็เข้ามายกระดับทีมได้สำเร็จ

หลังจากที่ได้อยู่กับทีมระดับยักษ์ใหญ่อย่าง อาแจ๊กซ์ และ ยูเวนตุส ตัวของ ฟาน เดอร์ ซาร์ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับใครหลายคนด้วยการเลือกย้ายมาเล่นให้กับ ฟูแล่ม ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ตอนนั้นเขาอายุ 30 ปี ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเยอะสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่ว่าเขาต้องหลีกทางให้กับการมาของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ ยูเวนตุส ซื้อมาจาก ปาร์ม่า ด้วยค่าตัวสถิติโลก


3. เดโก (เชลซี)

เดโก

เดโก้ คือหนึ่งในยอดนักเตะที่ได้รับการเชิดชูน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เขาสามารถเล่นได้ดีทั้งการเล่นเกมรุกและเกมรับ รวมถึงการสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเขาได้ย้ายมาร่วมทีม เชลซี ก่อนที่จะคว้าดับเบิลแชมป์ร่วมกับทีมในยุคของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในเวลาต่อมา

หลังจากที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่บ่อยครั้งในยุคการทำทีมของ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ที่โดนไล่ออกไปในช่วงกลางซีซั่น พอเดโก้ หายเจ็บกลับมา เขาก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์


4. รุด กุลลิต (เชลซี)

รุด กุลลิต

เขาเป็นเหมือนผู้นำกองทัพนักเตะต่างชาติมาค้าแข้งในศึก พรีเมียร์ ลีก โดยเขาเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักเตะคนใหม่แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 1995 หลัวจากที่ประสบความสำเร็จมามากมายในระดับสโมสรทั้ง เฟเยนูร์ด , พีเอสวี และ มิลาน รวมไปถึงการเล่นกับทีมชาติฮอลแลนด์

เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ตำนานนักเตะคนดังชาวอังกฤษ ที่ตอนนั้นคุมเชลซี บอกว่าการได้เห็น กุลลิต เล่นมันเหมือนกับเห็นตัวเอง จากการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งสามารถเล่นในตำแหน่ง สวีปเปอร์ ที่สามารถเปิดเกมบุกได้สวย ๆ หลายต่อหลายครั้งที่ เชลซี จากการผ่านบอลอันแม่นยำ


5. เจอร์เกน คลินส์มันน์ (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส)

เจอร์เกน คลินส์มันน์

คลิ้นส์มันน์ เข้ามาสู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อปี 1994 เมื่อ อลัน ชูการ์ ประธานของทีม “ไก่เดือยทอง”แถลงเปิดตัวเขาต่อหน้าสื่อแบบค่อนข้างเซอร์ไพรส์ โดยเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเขาคือขุนพลหลักของทีมชาติเยอรมัน ที่เขี่ยทีมชาติอังกฤษตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี

ในวัย 30 ปี มีหลายคนค่อนขอดว่าเขาอาจจะไปไม่รอดกับการเล่นในอังกฤษ แต่ว่าไม่ใช่เลย เขาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสนุก และความรักที่ต่อการเล่นฟุตบอล แถมยังชอบเล่นกับสื่อด้วยการแสดงท่าดีใจด้วยการพุ่งหลาวไปบนพื้นสนามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว

30 ประตู ในการมาเล่นในอังกฤษครั้งแรกก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าว เขาออกจาก สเปอร์ส สองปี ก่อนที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ด้วยการยิง 9 ประตู ใน 15 เกม ช่วยให้ต้นสังกัดรอดตกชั้นได้สำเร็จ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

อะสแกน เฟลไลนี่! ทำไม ผี ถึงฝากอนาคตไว้ที่ แข้งหัวฟู ดาดๆ

ไม่น่าเชื่อว่าการแถลงประกาศ ต่อสัญญา มารูยาน เฟลไลนี่ แข้งหัวฟู ของ สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกไปจนถึงปี 2020 จะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่แฟนบอลมากมายขนาดนี้

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม ถูกมองว่ามีโอกาสสูงลิบลิ่วที่จะถูก “ปีศาจแดง” ลอยแพปล่อยให้หมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะคว้าตัวกองกลางที่ดีกว่าเข้ามาเสริมทัพ

มาดูซิว่า เพราะอะไร แมนยู ถึงฝากความหวังไว้ที่ แข้งหัวฟู รายนี้

การย้ายเข้ามาของ เฟร็ด ห้องเครื่องทีมชาติบราซิล ควรจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนมากๆ แล้วว่า เฟลไลนี่ ไม่น่าจะมีอนาคตในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกต่อไป แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาใจจากแฟนบอลเพียงคร่าวๆ เท่านั้น

 

หากพูดกันตรงๆ เราก็ต้องบอกว่าการที่ แมนฯ ยู ต่อสัญญา เฟลไลนี่ ในครั้งนี้ ย่อมต้องมี โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ใหญ่ชาวโปรตุกีส เห็นดีเห็นงามด้วยอย่างแน่นอน และนั่นหมายความว่าดาวเตะหัวฟู จะต้องเป็น 1 ในแข้งคนสำคัญสำหรับแผนการคืนสู่ความยิ่งใหญ่ของทัพ “เร้ด เดวิลส์”

ด้วยความเคารพในฝีเท้าของ เฟลไลนี่ นะครับ แต่แฟนบอลหลายๆ คนของ “ปีศาจแดง” รวมไปถึงสายตาของผู้คนทั้งโลกต่างก็มองว่า เฟลไลนี่ ไม่ได้มีคุณสมบัติของกองกลางที่จะพาทัพ “ผีแดง” คืนสู่ความยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย

เราจะเริ่มกันที่คำถามง่ายๆ ว่า จุดเด่นของ เฟลไลนี่ คืออะไร ?

หลายๆ คนอาจชูมือส่งเสียงดังว่า “ทักษะการเล่นลูกโด่ง” ไม่ว่าจะเป็นการยืนค้ำทำทางให้เพื่อนหรือเป็นผู้ทำประตูด้วยตัวเอง อดีตดาวเตะคนดังของ เอฟเวอร์ตัน ก็เคยสำแดงพิษสงมาหมดแล้ว ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟลไลนี่ มีจุดเด่นกับการเล่นสไตล์นี้จริงๆ

แต่ถ้ามองไปนอกเหนือจากนี้ล่ะ เฟลไลนี่ จะมีประโยชน์อะไรอีกสำหรับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

เฟลไลนี่ ยิงไกลไม่ได้ , เขาไม่มีความคล่องตัว , ไม่มีวิสัยทัศน์การผ่านบอลที่ดี และบางทีอาจจ่ายบอลไกลกว่า 5 หลาไม่ตรงเป้าด้วยซ้ำ , เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแบบเต็มๆ ไม่ได้ แถมยังเข้าบอลโฉ่งฉ่างเสี่ยงต่อการเสียใบเหลืองใบแดงบ่อยๆ

 

นั่นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีของกองกลางเลยสักนิด และมันทำให้แฟนๆ ขบคิดกันหัวแทบแตกว่า มูรินโญ่ เห็นอะไรดีในตัว เฟลไลนี่ นอกเหนือจากยอดขายวิกทรงแอฟโฟร่หน้าสนาม และวินัยความทุ่มเทที่เขาก็สามารถมองหาได้จากผู้เล่นคนอื่นเยอะแยะ

พูดตรงๆ ก็คือ เขาไม่ใช่มิดฟิลด์ระดับ เวิลด์คลาสส์! ไม่ใช่แม้กระทั่งเกรด B ด้วยซ้ำ

ชีวิตของนักเตะอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มีโอกาสจะถูกปักป้ายขายทิ้ง แต่ มูรินโญ่ กลับเลือกขยายสัญญานักเตะอย่าง เฟลไลนี่ แบบไม่ลังเล ทั้งๆ ที่ผลงานก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นกว่า

กระแสตอบรับของแฟนๆ “ปีศาจแดง” หลายๆ คนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง บางคนถึงขั้นจิกกัดตัวเองแกล้งทำเป็นโง่ว่า “วันนี้ใช่วัน เมษา หน้าโง่” หรือไม่ ? บ้างก็บอกว่า มูรินโญ่ ได้แสดงให้เห็นถึงแผนการในใจของเขาแล้วว่าเขาอยากที่จะปั้น แมนฯ ยู ให้เป็นทีมแบบไหนในอนาคตอันไกล้นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยขาดแคลนกองกลางตัวคุมเกมชั้นยอดในช่วง 20 ปีหลังสุด ไม่ว่าจะเป็น ร็อบสัน , คีน , สโคลส์ , เวรอน หรือ คาร์ริค ซึ่งคุณสมบัติของ เฟลไลนี่ นั้นไม่ได้มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ แมนฯ ยู ควรมีเลยแม้แต่น้อยในเวลานี้ ยกเว้นว่าจะถูกวางไว้ให้เป็นตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมเท่านั้น

 

ผลงานลงสนาม 156 นัด ทำไป 20 ประตู อาจจะดีพอสำหรับทีมดาดๆ ทีมอื่นๆ แต่นั่นคงไม่ใช่กับทีมที่กำลังไขว่คว้าหาความสำเร็จสูงสุดอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และแฟนๆ ของพวกเขาก็ยังหวังที่จะได้เห็นสไตล์การเล่นฟุตบอลที่ดุเด็ดเผ็ดมันอยู่เสมอ เพื่อให้สมกับชื่อเสียงของรังเหย้าที่เคยถูกเรียกว่า “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม”

ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา “โรงละครแห่งความฝัน” มีสถานะเป็นเพียงแค่ซิทคอมชวนห่มผ้านอนหลับเท่านั้น!

 

มูรินโญ่ กำลังพยายามทำให้ แมนฯ ยู กลายเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพที่ไม่จำเป็นต้องมาคู่กับรสชาติเร้าใจ แต่เราก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าแฟนๆ “ปีศาจแดง” จะปลาบปลื้มกับเรื่องนี้กันทุกคน

ในปีที่ 3 ของ มูรินโญ่ ถ้าฟุตบอลของเขายังไม่สนุกสนาน และล้มเหลวในการคว้าแชมป์ บางทีเขาอาจต้องยกธงขาว ยุติบทบาทของตัวเองกับ แมนฯ ยู เพียงเท่านี้ โดยมี เฟลไลนี่ เป็น 1 ในรอยบาปสำคัญของยุคมืดที่จะถูกกล่าวขานในทางแย่ๆ ตลอดไป

ถ้ายังไม่มีแชมป์ , ยังไม่สนุก และยังมี เฟลไลนี่! มันก็คงไม่มี มูรินโญ่ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปีหน้าอีกแล้วครับ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

Beer

ดื่มให้ปลิ้นแล้วเชียร์ให้ลั่น! เช็คที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กัน

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ที่ไหนมีบอล ที่นั่นต้องมีเบียร์” กันบ้างมั้ยครับ ?  เพราะ บอลกับเบียร์ เป็นของคู่กันเสมอ

ที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กันเสมอ

ว่ากันว่า วัฒนธรรมการเชียร์บอลในที่สาธารณะ เราจะแบ่งแฟนบอลได้เป็น 3 ประเภท

1. The fantastic fan – กลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่บ้าบอลขึ้นสมอง หายใจเป็นฟุตบอล รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสถิติต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

2. The normal fan – แฟนกลุ่มนี้จะรู้เรื่องเกมลูกหนังระดับปานกลาง สามารถปล่อยวางกับผลการแข่งขันได้ง่ายๆ ชีวิตพวกเขาไม่ได้ถูกควบคุมด้วยฟุตบอล ใครชวนไปเมาที่ไหนก็ไป

3. The Flirt – คนดูบอลทั่วไปที่อยากแฮงค์เอาท์ร่วมกันเป็นหมู่คณะ อยากสัมผัสหรือมีส่วนร่วมกับอีเว้นท์กีฬาระดับโลกนิดๆ หน่อยๆ

เจมส์ เพียร์ซ นักข่าววงในทีม ลิเวอร์พูล เคยระบุว่า เขาเห็นแฟนบอลต่างแดนมากมาย ที่ลงทุนเดินทางไกลหลายพันไมล์ เพียงเพื่อมาจ่ายเงินดื่มเบียร์และเต้นแร้งเต้นกาแค่ตรงประตูหน้าสนามเท่านั้น!

แล้วทำไมมันต้องเป็น “บอลคู่กับเบียร์” ด้วยล่ะ ? ในเมื่อน้ำมึนเมาก็มีตั้งหลายอย่าง เราอาจมองคร่าวๆ ว่า เบียร์นั้นสะดวกต่อการดื่มระหว่างเกมมากที่สุด มันไม่ต้องการน้ำแข็งหรือมิกเซอร์ แต่หากวิเคราะห์กันในแง่เชิงประวัติศาสตร์เพื่อให้ดูมีความรู้สักหน่อย เราคงต้องบอกว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เติบโตขึ้นจากคนชั้นแรงงาน พวกเขาไม่ได้เล่น คริกเก็ต , เทนนิส หรือ กอล์ฟ ในวันว่างๆ

สาวๆ ดื่ม ค็อกเทล , ศิลปินละเลียดรสชาติของไวน์ ขณะที่สุภาพบุรุษอาจเลือกหยิบวิสกี้

แต่ชายชาตรีจะเลือกดื่มเบียร์เท่านั้น!

บอลกับเบียร์
ถึงแม้วัฒนธรรมการดื่มเบียร์จะอยู่คู่กับฟุตบอลมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มันก็เคยถูกจับแยกจากสนามฟุตบอลในช่วงยุค 70-80 ที่มีการรณรงค์อย่างหนัก โดยเฉพาะที่ อังกฤษ เนื่องจากองค์กรณ์ต่างๆ นั้นมองว่า แอลกอฮอล์ คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท

โศกนาฏกรรมที่ เฮย์เซล เมื่อ 30 กว่าปีก่อน คือหนึ่งในหลักฐานใหญ่ที่ว่านี้ การสูญเสียที่เกิดจากความมึนเมาคึกคะนอง , เหตุการณ์ตีกันยับระหว่างแฟนบอลอังกฤษ กับ รัสเซีย ที่เมือง มาร์กเซย ใน ยูโร 2016 นั่นก็ใช่! ซึ่งมันทำให้พฤติกรรมการดื่มเบียร์ในสนามระหว่างแมตช์ กลายเป็นบาปต้องห้าม!

เวลาผ่านล่วงเลยมาถึงปี 2018 “วัฒนธรรมดื่มเบียร์ในสนามฟุตบอล” เริ่มกลับมาได้รับการยอมรับ อาจมีบางที่ยังคงสั่งห้าม แต่หลายๆ ที่ก็อนุญาตแล้ว เนื่องด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับแฟนบอลหลายๆ ประเทศ ที่ไม่มีนักเลงคอยสร้างปัญหามากนัก จะเว้นไว้ก็แค่เกมดาร์บี้แมตช์บางนัด หรือชาติอย่าง อังกฤษ ที่ยังคงห้ามดื่มในสนามฟุตบอลแบบยาวๆ

ที่ไหนมีบอล ที่นั่นต้องมีเบียร์

คำถามก็คือ….การห้ามดื่มเบียร์ระหว่างแมตช์ จะช่วยลดปัญหาทะเลาะวิวาทได้จริงๆ เหรอ ? บ้างก็ว่า ถึงแม้นักดื่มเหล่านั้นจะทำตัวเรียบร้อย แต่พวกเขาก็ต้องลุกขอทางไปปัสสาวะทุกๆ 15 นาทีอยู่ดี ซึ่งนั่นทำลายอรรถรสการดูบอลของคนอื่น

แต่พูดก็พูดเถอะ! คนถ้ามันจะดื่ม ยังไงมันก็ไปหามาดื่มจนได้! ไม่ว่าจะก่อนเกม , ระหว่างเกม หรือหลังเกม เราจะได้เห็นคนเมากลิ่นละมุดในสนามฟุตบอลอยู่เสมอ นั่นก็เพราะพวกเขาจะต้อง “เมา” ให้ได้อยู่แล้ว

ในกีฬาที่เข้าปะทะหนักๆ อย่าง รักบี้ น่าสนใจว่าพวกเขาไม่ได้มีกฎห้ามดื่มที่ว่านี้ แฟนๆ สามารถกระดกขวดเบียร์ในระหว่างดูเกมได้ตามใจชอบ ซึ่งต่างกับฟุตบอลที่ยังติดภาพเถื่อนๆ อยู่ และถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่มันก็ยังชวนให้ขบคิดกันเสมอว่า การดื่มในสนามฟุตบอลควรเป็นเรื่องต้องห้ามต่อไปมั้ย

ปัจจุบัน หลายๆ ทีมและทัวร์นาเมนต์ระดับโลกมีท่าทีผ่อนปรนจากเดิมเยอะ แก้วพลาสติกถูกนำมาใช้ , เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด สโมสร ฮัมบูร์ก ถึงขั้นถือนโยบายแจกเบียร์ฟรีคนละ 1 แก้ว ในทุกๆ ครั้งที่ทีมทำประตูได้เวลาเฝ้าบ้าน , สนาม แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล พึ่งจะจัดแมตช์รักบี้ไปหมาดๆ โดยอนุญาตให้ดื่มเบียร์จากขวดแก้วปกติเลยด้วยซ้ำ และล่าสุดใน เวิลด์ คัพ 2018 เราก็ได้เห็นแฟนบอลชาติต่างๆ ถือแก้วยืนเชียร์บอลกันอย่างสนุกสนาน

เช็คที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กัน

ล่าสุด สื่อทั่วโลกตีข่าวพร้อมเพรียงกันว่าเบียร์ใน รัสเซีย ทั้งประเทศกำลังขาดตลาดอย่างหนัก เนื่องจากโดนแฟนบอลกว้านซื้อไปแทบหมดเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นที่ มอสโก , เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก , คาซาน หรือ นอฟโกรอด กระทบเหล่านักดื่มกันไปทั่ว

บริกรของร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งใน มอสโก เปิดเผยเรื่องนี้กับ บีบีซี โดยระบุว่า “เราไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะสั่งแค่เบียร์อย่างเดียวจริงๆ” บางทีมันอาจเป็นเพราะคน รัสเซีย อินกับ วอดก้า เครื่องดื่มยอดนิยมที่อยู่คู่กับประเทศแห่งนี้มา 500 กว่าปีแล้ว

น้ำละลายพฤติกรรมที่ทำให้การเชียร์บอลสนุกขึ้น แต่ก็อาจเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่ทำให้คนดีๆ กลายเป็นเลวต่ำตมได้ , น้ำที่หากได้รับการควบคุมที่ดี ก็อาจเป็นสีสันที่น่ามอง แต่ถ้าเกินลิมิตมากไป ก็อาจดูอุจาดตาได้ไม่ยาก , น้ำที่อาจไม่เหมาะกับคนในทุกๆ ที่

หลังจากนี้ คงไม่มีใครรู้ว่าธรรมเนียมหรือกฎการเชียร์ฟุตบอลในสนามจะเป็นอย่างไรต่อไป และคงไม่มีใครให้คำตอบ ณ เวลานี้ได้เช่นกันว่า การดื่มเบียร์ในสนามระหว่างดูบอลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ? แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ เบียร์กับบอลจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเปิดเผยหรือหลบซ่อนก็ตาม


ยังมีบทความสนุกๆ ให้ได้อ่านอีกเพียบ แค่ติดตาม restoreokpubliceducation.com