Top 7 การซื้อตัว นักเตะ สุดคุ้ม ของ 4 ลีกใหญ่ยุโรป

เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดทำการขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็ถึงเวลาที่ทีมต่างๆ  มีโอกาสจะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และทุกทีมล้วนหวังการมาถึงของ นักเตะ หน้าใหม่ ว่าจะเกิดความ คุ้มค่า แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกครั้งที่มีการซื้อ ขายนักเตะ ซึ่งนักเตะที่มอบความคุ้มค่าคืนในทันทีที่ย้ายมาสู่ประตูทีมใหม่จาก 4 ลีกใหญ่ยุโรปนั้นจะมีใครบ้าง ขอเชิญรับชมกันได้เลย

7 การซื้อตัว นักเตะ สุดคุ้ม ของ 4 ลีกใหญ่ยุโรป

จอร์จินโญ่ จาก นาโปลี เข้าสู่ เชลซี

จอร์จินโญ่

การเล็งเห็นขุมพลังล้ำค่าที่มีอยู่ใน นาโปลี และคว้าตัว จอร์จินโญ่ มาเสริมทัพให้กับ เชลซี นั้นนับเป็นเรื่องที่คุ้มค่าและตรงจุดอย่างที่สุด ถือเป็นการเติมเต็มประสิทธิภาพจ่ายบอลในแดนกลางที่ร้ายกาจอยู่แล้วจากเดิมที่มี เอเด็น อาซาร์ อยู่ในทีม

แต่หากต้องการจะให้เกิดการผ่านบอลที่บ่อยครั้งถี่ยิบยิ่งขึ้นอีก จอร์จินโญ่ นี่แหละคืออะไหล่สำหรับจบงานของโครงการอย่างแท้จริง ซึ่งการันตีความคุ้มค่าให้ชื่นใจไปแล้วด้วยผลงาน การผ่านบอล สำเร็จมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก


โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จาก โรม่า เข้าสู่ ลิเวอร์พูล

โมฮาเหม็ด-ซาลาห์

แม้จะเริ่มต้นชีวิตนักฟุตบอลด้วยตำแหน่ง ฟูลแบ็คฝั่งซ้าย แล้วใครจะเชื่อว่า เขาจะสามารถก้าวสู่การเปลี่ยนเป็นยอดกองหน้าได้อย่างทุกวันนี้ นั่นหมายถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ จะเป็นกองหน้าที่มีส่วนต่อการตัดเกมส์และชิงบอลกลับคืนได้อย่างรวดเร็ว พร้อมด้วยความพร้อมที่จะรับบทบาทการรุกริมเส้นแบบครบเครื่องได้ทุกเมื่อ

และเมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้มาอยู่กับ ลิเวอร์พูล ซึ่งถือเป็นการเซ็นสัญญาซื้อตัวที่ลุ่มลึกมากแม้แต่แฟนบอล ลิเวอร์พูล เองทีแรกยังแอบหวั่น เพราะเดิมทีไม่ได้มีเกียรติประวัติสูงส่งอะไรมากนัก แต่พอมาถึงวันนี้ ซาลาห์ กลายเป็นความคุ้มค่าชนิดที่ถูกยกเทียบชั้น เนย์มาร์ กันไปแล้ว


แจ็ค วิลเชียร์ จาก อาร์เซนอล เข้าสู่ เวสต์แฮม

แจ็ค-วิลเชียร์

บางทีทีมเล็ก ๆ อาจไม่ต้องยากเย็นอะไรมากนัก ในการได้นักเตะยอดฝีเท้าเข้าสู่ทีม ตราบใดที่ทีมใหญ่หลายทีมอาจจะมีปัญหากับตัวนักเตะ หรือมีภาวะคนเก่งล้นทีมได้อยู่เสมอและ แจ็ค วิลเชียร์ ก็เป็นส้มหล่นลูกโตที่เข้าทาง เวสต์แฮม อย่างสุด ๆ ที่มาพร้อมกับอาการเก็บงำความน้อยใจต่อทีม อาร์เซนอล แถมยังใฝ่จะค้าแข้งอยู่ในลีกเดิม รอยิงทีมเก่าให้ตื่นจากการเมินคุณค่าในตัวของเขาจนถึงขั้นเรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่

ซึ่งงานนี้ เวสต์แฮม ได้เด็กปั้นของทีมปืนใหญ่ที่อุส่าต์ฟูมฟักไว้ตั้ง 17 ปี ซิวมาได้ด้วยค่าตัวเพียงแค่ 16.20 ล้านปอนด์ ในสภาพที่กระหายโอกาสการลงเล่นอยู่ตลอดเวลาให้กับ เวสต์แฮม ทุกนัดและทำผลงานส่วนตัวกับทีมได้ดีอีกด้วย


อับดู ดิอัลโล่ จาก ไมนซ์ เข้าสู่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

อับดู-ดิอัลโล่

อับดู ดิอัลโล่ คือผู้ที่เคยอยู่ในภาวะไร้การเหลียวแลไม่เฉิดฉาย แต่ใครจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาอยู่ในสภาวะที่กำลังค้นหาและต้องการตีโจทย์ของตัวเองให้แตกด้วย ซึ่งทันทีที่บรรจบกันกับทีมที่เด่นในเรื่องของการซื้อตัวสุดคุ้มและย่อมเยาว์ ปล่อยขายได้แพงอยู่บ่อยครั้งอย่าง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ผลที่ได้คือ อับดู ดิอัลโล่ ที่คว้ามาจาก ไมนซ์ ก็ได้โชว์ให้โลกฟุตบอลได้ตระหนักในเรื่องของการใช้ความเชี่ยวชาญและการรู้จังหวะ ผสมผสานกับความแข็งแกร่งที่ฟิตมาดี กลายเป็นกองหลังที่สะกดฝ่ายตรงข้ามจนแทบเล่นไม่ออก และมีสำคัญที่ช่วยหนุนให้ ดอร์ทมุนด์ คือว่าที่ แชมป์บุนเดสลีกา จนกุนซื้อปลื้มไม่หยุด


สตีเวน เอ็นซองซี่ จาก เซบีญา เข้าสู่ โรมา

สตีเวน-เอ็นซองซี่

ทันทีที่กระแสข่าวความไม่ลงรอยกันระหว่าง โค้ช กับ สตีเวน เอ็นซองซี่ ได้เริ่มแพร่ออกมา โรมา ก็ไม่รอช้าที่จะคว้าตัวมาจาก เซบีญา เร็วพลันก่อนที่ทีมทั่วโลกจะตาลุกวาวมากไปกว่านี้ ซึ่งกองกลางเนื้อหอมที่หลายทีมยังไหวตัวไม่ค่อยทัน และสามารถเพิ่มความน่าเสียดายให้ทีมอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น

เมื่อได้เห็นคุณภาพสุดยอดจนได้ชื่อว่าเป็นนักฟุตบอลที่ โฮลด์บอล ได้เก่งที่สุดแนวหน้าของโลก ซึ่งมันถูกจริตกับวิถีการเคลื่อนบอล เดินเกมส์บุกและเดิมพันการเปิดช่องที่ โรมา นิยมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีตัวตัดและพักบอลที่สุดยอดอุ่นใจได้ไว้ในทีมอย่างเขาคนนี้


ดีเอโก้ ดา คอสต้า จาก เชลซี เข้าสู่ แอตเลติโก้ มาดริด

ดีเอโก้-ดา-คอสต้า

หลังจาก ดีเอโก้ ดา คอสต้า ไม่สบอารมณ์กับมาตรการ “ถูกเหม็นหน้า” ตัดออกจากแผนการทำทีมของ เชลซี แต่เมื่อมีโอกาสได้ย้ายเข้าสู่ แอตเลติโก้ มาดริด เขาก็ระบายแสนยานุภาพลงใน ลาลีกา อย่างชนิดไม่เกรงใจว่านี่คือถิ่นของทีมชั้นนำของโลก ซ้ำยังเล่นเอา อ็องตวน กรีซมาน ดาวเด่นประจำเจ้าถิ่นที่สารพัดทีมใหญ่กระหายต้องการตัว ต้องพบเจอกับแรงสั่นสะเทือนของการเบียดฟอร์ม บดบังรัศมี อย่างไม่ไว้หน้า และยังกลายเป็นคุ้มค่าแบบสุด ๆ ของ แอตเลติโก้ มาดริด อีกด้วย


ลูก้าส์ ดีญ จาก บาร์เซโลนา เข้าสู่ เอฟเวอร์ตัน

ลูก้าส์-ดีญ

ความศรัทธาในตัวโค้ชและสัมพันธ์ที่ดี เป็นหนทางชั้นเอกในการคว้าตัวนักเตะได้อยู่เสมอ ซึ่ง เอฟเวอร์ตัน มีใบเบิกทางที่คว้าตัว ลูก้าส์ ดีญ มาได้จากทีมใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า จากที่คว้านักเตะรายอื่น ๆ มาได้จากทีมเดียวกันนี้เช่นกันอย่างง่ายดาย ราวกับเป็นพันธมิตรชั้นยอดจนน่าอิจฉา

ซึ่งในกรณีของ ลูก้าส์ ดีญ นี้เหมือนได้รับการแจกของขวัญล้ำค่าจากป๋าผู้ใจดี ด้วยค่าตัวเพียง 18 ล้านปอนด์ เท่านั้นแต่พ่วงมากับดีกรีเพียบ ผ่านมาแล้วทั้งการเล่นให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ บาร์เซโลน่า รวมถึง ฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโร รวมไปถึงการเป็นทรัพยากรแบ็คซ้ายคุณภาพดีให้อีกด้วย

และทั้งหมดก็คือ Top 7 การซื้อตัวสุดคุ้ม 4 ลีกใหญ่ยุโรป เชื่อเหลือเกินว่านักเตะที่กล่าวถึงมานี้จะมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นอีกหลายคน ด้วยส่วนใหญ่มักมีนิสัยกระหายการลงเล่น และไม่ยอมที่จะอยู่กับทีมที่คิดจะจับพวกเขาดองเป็นอะไหล่เสริม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่องในจิตวิญญาณของนักฟุตบอล


ติดตาม เทคนิค เดิมพัน แบบเจาะลึก ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

“ยังไม่เข้าตา” รวมนักเตะที่เขาว่าดี แต่ถึงตอนนี้ยัง “ไม่ปัง” เท่าที่ควร

ในโลกของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ เมื่อใดก็ตามที่เข้าสู่ช่วงเวลาเปิดตลาดซื้อขายนักเตะแต่ละครั้ง ย่อมนำมาซึ่งความหวังของบรรดาทีมน้อยทีมใหญ่ และการจับตาของแฟน ๆ ที่คาดหวังว่า จะได้เห็นการเสริมทัพให้กับทีมจนวิ่งฉิว สร้างอันดับดีๆ ในเป้าหมายของทีมตนเองได้

ทว่าในทุกฤดูกาล มักมีบทเรียนเกิดขึ้นเสมอ ที่ทุกทีมล้วนมีโอกาสต้องพบเจอกับการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า นักเตะบางคนมีมูลค่าระดับซุปเปอร์สตาร์ แต่กลับเล่นได้แสนธรรมดา ไม่สมกับมาตรฐานที่แฟน ๆ คาดหวัง นักเตะบางคนเล่นได้คุณภาพตกต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือบางคนไม่สามารถงัดความความโดดเด่นออกมาได้ เมื่อมาอยู่ในถิ่นใหม่

รวมนักเตะที่เขาว่าดี แต่ถึงตอนนี้ยัง “ไม่ปัง” เท่าที่ควร

“เฟร็ด”

เฟร็ด

และสำหรับช่วงฤดูกาล 2018 ถึง2019 นี้เรามาดูกันว่ามีใครบ้างที่ไม่ปังเท่าที่ควร และรายแรกที่กำลังมาแรงท่ามกลางเสียงบ่น จะเป็นใครไม่ได้เลย ที่ถูกกล่าวถึงมากในฤดูกาล 2018-2019 นี้ นั่นก็คือ “เฟร็ด”

เฟร็ด คือชื่อที่ต้องกล่าวถึงก่อนใคร ด้วยกระแสที่ถูกโจมตีอย่างแรง ว่าซื้อมาไม่คุ้มกับค่าตัวเอาซะเลย ซึ่ง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คว้าตัวมาจาก ชัคตาร์ โดเนตสค์ สโมสรในลีกยูเครน ด้วยมูลค่าสูงถึงราว ๆ 60 ล้านปอนด์

เสมือนกับว่ามีความมั่นใจมาก ว่าทีมมีระบบแมวมองที่ยอดเยี่ยม และกล้าที่จะให้ราคาสูงในการซื้อตัวมาจากทีมในลีกชั้นรองด้วยราคาสูงขนาดนั้น

อาศัยความมั่นใจในด้านสถิติอันสวยหรู จากตัวเลขของการ แอสซิสต์ การลากบอล และลีลาการเล่นที่มิดฟิลด์ชาวบราซิลผู้นี้ มีความสารพัดประโยชน์ เล่นบทบาทเป็นกลางตัวรับก็ดีหรือกลางตัวรุกก็ได้ซึ่งทาง มูรินโญ่ คาดหวังว่าจะนำมาใช้ในแผนระบบ กองกลาง 3 ตัวได้อย่างเข้าแผน

แม้ว่าการลดกองกลางเหลือสามตัวนั้น มิดฟิลด์ตัวกลาง จะต้องเป็นผู้ที่รับบทหนัก โดยเฉพาะ เฟร็ด ยังมีส่วนสูงเพียง 169 เซ็นติเมตร ซึ่งอาจต้องประสบปัญหา กับการชิงลูกกลางอากาศ แต่ทว่าสโมสรก็ยังทุ่มทุน คว้าตัวมาลองของจนได้

แต่ในตลอดช่วงระยะเวลาที่ลงเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็ปรากฏว่า เฟร็ด นั้นพอจะมีดีอยู่บ้างกับบทบาทการเล่นในหน้าที่ กองกลางตัวรับ แต่ไม่ได้สารพัดประโยชน์อย่างที่คิด เพราะไม่สามารถเชื่อมต่อเกมรุกได้เข้าตา โดยเฉพาะการย้ายมาเล่นกับทีมที่แกว่งไปทั้งโครงสร้าง ยิ่งทำให้เป็นงานยากมากขึ้นไปใหญ่

แต่ถ้าหากเทียบกับมูลค่า “60 ล้านปอนด์” ที่อย่างน้อย ผู้เล่นสมราคาระดับนี้น่าจะมีส่วนในการพลิกรูปเกมได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จึงส่งผลให้ เฟร็ด ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี และกล่าวโทษการใช้เงินไปอย่างไม่คุ้มค่าในการซื้อตัวเขา ซึ่งกลายข้อครหากันมากอย่างชนิดที่โทษทุกอย่างมาที่ เฟร็ด แต่ผู้เดียวอย่างน่าเห็นใจ


“ปาโบล มัฟเฟโอ”

ปาโบล-มัฟเฟโอ

สถานการณ์ของทีม สตุ๊ตการ์ท ไม่สู้ดีนักในลีกบุนเดสลีกา และดิ่งลงไปพร้อม ๆ กับความเงียบหายของ ชื่อเสียง นักเตะสัญชาติสเปนรายนี้

ทั้งที่ก่อนนั้นเคยมีข่าวถึงขนาดที่ ลิโอเนล เมสซี่ เคยทึ่งและชื่นชมผลงานการประกบตัว “มนุษย์ต่างดาว” รายนี้เอาไว้ได้อย่างแทบอยู่หมัด ซึ่งในเกมครั้งนั้นเมื่อจบเกม เมสซี่ เดินเข้าไปหา ปาโบล มัฟเฟโอ พูดคุยและเอ่ยปากชม และยังปลื้มไม่หายจนถึงขั้นคะยั้นคะยอ ให้ทีม บาร์เซโลน่า นำเข้านักเตะรายนี้มาไว้ในทีม ราวกับเด็กที่เจอของถูกใจ

ซึ่ง ปาโบล มัฟเฟโอ อดีตผู้เล่นของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ ชุด u23 ถือเป็นนักเตะที่สโมสร สตุ๊ดการ์ท คว้ามาได้อย่างภาคภูมิ และมักจะมั่นใจให้ทำหน้าที่คุมแนวหลัง รวมถึงยังวางระบบให้ ปาโบล ทำหน้าที่ช่วยเติมเกมบุกปีกขวาอีกด้วย

แต่ทว่าไม่ว่าจะลองแผนนี้ต่อกี่ครั้ง อันดับตารางคะแนนของ สตุ๊ดการ์ท ก็ยังคงร่วงหล่นอยู่เรื่อยๆ จนขณะนี้ต้องหนีการตกชั้นกันอย่างยากลำบาก และแน่นอนว่าคำชมของ ลิโอเนล เมสซี่ คือคำชมในด้านของการ “ประกบตัวผู้เล่น” แต่ในขณะที่ สตุ๊ดการ์ท กลับคาดหวังประสิทธิภาพของการเติมเกมบุกด้วยจากเขาคนนี้

อาจจะเรียกได้ว่านักเตะรายนี้ นอกจากจะไม่ปังต่อแล้ว ยังอาจซวยสุดๆ ในการไม่สามารถใช้ความถนัดออกมาได้อย่างเต็มที่ และต้องอยู่กับทีมที่สะกดชัยชนะแทบไม่เป็นในเวลานี้


“ยานนิค เวสเทอร์การ์ด”

ยานนิค-เวสเทอร์การ์ด

ยานนิค เวสเทอร์การ์ด แทบจะมองได้ว่าคือความหวังสำคัญของทีม เซาธ์แฮมป์ตัน เพราะด้วยการทุ่มงบลงไปของทีมเล็กๆ ด้วยงบประมาณกว่า 22 ล้านปอนด์นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

ซึ่งนักเตะที่ย้ายมาจากทีม โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัคผู้นี้ถือว่ามีฟอร์มการเล่นที่จัดได้ว่ามีกระแสดีมาก ในกลุ่มบรรดานักเตะของ บุนเดสลีกา เยอรมัน ที่น่าจับตา แต่ปรากฏว่าความเจ๋งที่มีอยู่ใน เวสเทอร์การ์ด ยังไม่มากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของทีม เซาธ์แฮมป์ตัน ได้มากเท่าใดนัก

โดยเฉพาะเมื่อทีมปราศจาก การรักษาบอลแดนกลาง และการสร้างเกมรุกที่ดี ก็เป็นสิ่งที่ยากที่นักเตะกองหลังรายนี้ จะสามารถมีส่วนไปเปลี่ยนแปลงเกมอะไรได้ แม้ว่าทีมจะมีการเสริมกำลังด้วย โมฮาเหม็ด เอลยูนูสซี่ และ แองกัส กันน์ รวมถึง สจ๊วต อาร์มสตรอง ในงบประมาณที่สูงพอตัว แต่ก็ยังกลายเป็นทีมที่มัก “เปิดช่องโหว่” ให้ฝ่ายตรงข้าม บุกกระหน่ำซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ กันชนิดที่กองหลังต้องรับบทหนักอย่างขีดสุดอยู่เสมอ

แม้ต่อให้ ยานนิค เวสเทอร์การ์ด จะเป็นปราการหลังมีชื่อแค่ไหน ชื่อเสียงของเขาก็กำลัง “ป่นปี้” ลงไปเรื่อย ๆ กับการแจกแต้มของทีมอยู่ในเวลานี้


“เดนิส เชริเยฟ”

เดนิส-เชริเยฟ

เดนิส เชริเยฟ โชว์ผลงานการยิงประตูโครเอเชีย สร้างชื่อให้กับตัวเองอย่างโด่งดังในศึกฟุตบอลโลก 2018 ให้กับ รัสเซีย และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้บทบาทการเล่นของทีมรัสเซีย ถือว่าน่าชื่นชม มีคุณภาพอย่างไม่อายใคร

และก็เป็นทีม “ค้างคาว” บาเลนเซีย ในลีก ลาลีกาสเปน ที่ติดต่อไปยังสโมสร บียาร์เรอัล ขอนำตัว เดนิส เชริเยฟ มาลองของเป็นการด่วน แต่ท้ายที่สุดแล้ว กลับไม่ช่วยให้สถานการณ์ของทีมดีขึ้นเลย แม้จะยังคุ้มดีคุ้มร้ายบางเกม แม้จะสามารถทำแสบกับทีมใหญ่ได้บ้างก็ตาม

แต่ภาพรวมแล้วทีมกำลังเข้าใกล้โซนอันตรายไปเรื่อยๆ และนั่นก็ทำให้ “ความปัง” ของเดนิส เชริเยฟ ที่หวังจะสานต่อความดัง ต้องแผ่วกระแสไปโดยปริยาย


“อ็องเดร-ฟร้องค์ ซัมโบ้ อ็องกิสซ่า”

อ็องเดร-ฟร้องค์-ซัมโบ้-อ็องกิสซ่า

จากที่เคยเป็นผู้เล่นที่ถูกหลายทีมใหญ่พากัน “รุมจีบ” และเป็นทาง “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม ที่ทุ่มไปหนัก ๆ ถึงราว 27 ล้านปอนด์ พร้อมกับการคว้าตัว ฌ็อง มิเชล เซรี่ ในราคาเดียวกันมาเข้าสู่ทีมด้วย ซึ่งกองกลางแบบสารพัดประโยชน์คนนี้ก็ยังพอดูมีความคุ้มค่าอยู่บ้าง

แต่สำหรับ อ็องกิสซ่า นั้นต้องเจอกับบททดสอบหนักในสถานการณ์ที่คล้าย ๆ กันกับ เฟร็ด ของทีม แมนยูฯ เพราะ อ็องกิสซ่า ดูจะไม่ถนัดการเล่น ที่ต้องมารับบทกองกลางตัวรับแบบยืนเดี่ยว อีกทั้งแดนหลังของ ฟูแล่ม ก็ขาดประสิทธิภาพมาก ๆ ในการเติมเกมบุก แต่ดันอยู่ในระบบที่ต้องอาศัยการเติมเกมรุกจากแดนหลัง จนทำให้รูปเกมส์เกิดสถานการณ์ที่ “ล่อแหลม” อยู่บ่อยครั้ง ถูกสวนอย่างง่าย ๆ ไม่ตั้งอยู่ในรูปการณ์ที่แดนหลังจะคอยเสริมกำลังกับกองกลางตัวรับได้ดีนักทำให้ อ็องกิสซ่า ไม่อยู่ในคุณสมบัติที่โดดเด่นได้เลย เรียกได้ว่างัดฟอร์มเก่งไม่ออก หมดความปังไปในที่สุด และกำลังอยู่ในทีมที่ลุ้นตกชั้นเป็นอย่างมากในเวลานี้

ท้ายสุดนี้แม้ว่าผลของการซื้อเตะจากช่วงเปิดฤดูกาล จะทำให้เกิดปัญหาใดๆขึ้น แต่เมื่อกำลังผ่านพ้น การซื้อขายอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังฤดูกาล ก็อาจจะยังทำให้มีลุ้นที่จะเปลี่ยนสถานการณ์เมื่อแต่ละทีมได้รับบทเรียนของตนและเป็นโอกาสที่จะนำเข้านักเตะใหม่ ๆ มาเสริมจุดบกพร่อง

ช่วยเปิดโอกาสให้บรรดานักเตะ ที่กำลังเข้าสู่ฟอร์มอันย่ำแย่หรืองัดความสามารถได้ไม่เต็มที่นั้น อาจจะได้มีโอกาสเค้นฟอร์มให้กับตนเอง ท่ามกลางบทสรุปที่กำลังขับเคลื่อนต่อไปในโค้งสุดท้าย และเข้าใกล้จุดตัดสินไปทุกที ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรต้องรอดูกันเมื่อจบฤดูกาล 2018-2019 นี้ เราอาจจะได้เห็นการโละออกจากทีม ปล่อยขายถูก ๆ หรือแม้แต่ตัวนักเตะเองที่หาทางจากไปก็เป็นได้


ติดตามบทความ สกู๊ป กีฬา เจ๋งๆ ทั่วโลก ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

“ยังไม่ตาย !” อดีต 8 ยอดนักเตะ ยังค้าแข้ง อยู่ไกลยุโรปเป็นพันไมล์

ในโลกลูกหนัง มีนักเตะน้อยคนนักที่จะสามารถยืนระยะเล่นในลีกระดับสูงไปจนตลอดการค้าแข้ง บ้างก็มีปัญหาเรื่องสุขภาพ บ้างก็มีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นที่ถดถอยไปตามอายุการใช้งาน

แต่กับเทรนด์สมัยนี้ นักเตะที่รู้พละกำลังของตัวเองเป็นอย่างดีบนวัยที่เริ่ม “โรยรา” ในโลกที่เปิดกว้างสำหรับกีฬามหาชนอย่างฟุตบอล ขอแค่มีผืนหญ้าสีเขียวให้ได้โลดแล่น ก็สามารถให้พวกเขาหล่อเลี้ยงอาชีพ รวมทั้งยังเป็นการกอบโกยรายได้มหาศาลจากสัญญาฉบับท้าย ๆ ของชีวิตการเป็นนักฟุตบอล ไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นนักเตะชื่อก้องโลกมากมาย ใช้ช่วงท้ายของอาชีพ กระจายไปอยู่ตามลีกต่าง ๆ ที่ห่างจากยุโรปไปไกลโพ้น

และวันนี้เราจะพาแฟนฟุตบอลไปพบกับ “8 ยอดนักเตะ ชื่อดัง” ที่ยังค้าแข้งอยู่ แต่ไกลยุโรปเป็นพันไมล์ จะดังขนาดไหน มีสตาร์ที่ทุกท่านชื่นชอบหรือไม่ ไปติดตามกัน !

1. ดาบิด บีญ่า
(นิวยอร์ค ซิตี้ – เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ สหรัฐอเมริกา)

ดาบิด บีญ่า

หัวหอกชาวกระทิงดุ ผ่านการรับใช้ชาติมากถึง 98 เกม และยังถือครองดาวซัลโวตลอดกาลของทีมชาติสเปนอยู่ในเวลานี้ด้วยจำนวน 59 ประตู

ดาบิด บีญ่า ผ่านการเล่นให้กับทีมดังอย่าง บาเลนเซีย, บาร์เซโลน่า และ แอตเลติโก มาดริด ประสบความสำเร็จมากมาย คว้าแชมป์ได้ทุกรายการทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ รวมทั้งเป็นนักเตะในยุคปัจจุบันที่สามารถพังตาข่ายได้ถึงระดับ 400 ประตู นับจนถึงตอนนี้

ปัจจุบัน บีญ่า ยังคงโลดแล่นอยู่ในแผ่นดินอเมริกา เป็นทั้งหัวหอกตัวหลักควบบทกัปตันของ นิวยอร์ค ซิตี้ โดยสถิติในฤดูกาลล่าสุดบนเวทีเมเจอร์ลีก ยิง 11 ประตู จากการลงเล่น 19 เกม ถือว่าป็นตัวเลขที่ไม่เลวเลย สำหรับกองหน้าลายครามวัยย่าง 37 ในขณะนี้


2. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
(แอลเอ กาแล็คซี่ – เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ สหรัฐอเมริกา)

ซลาตัน-อิบราฮิโมวิช

สำหรับคนที่กล้าสถาปนาตัวเองเป็นถึง “พระเจ้า” แห่งวงการฟุตบอล คงไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรมากมายสำหรับ “ฝีตีน” ระดับพระกาฬของเขา ซลาตัน ผู้อหังการคนนี้ จาก 443 ประตู ใน 757 เกมส์ในนามสโมสร หากนับรวม 62 ประตูในทีมชาติด้วย หัวหอกสวีดิชจะมียอดถล่มตาข่ายรวมถึง 505 ลูก !

ซลาตัน เป็นผู้เล่นเพียงไม่กี่คนบนโลกนี้ที่ผ่านการลงเล่นให้กับทีมดังในอิตาลีถึง 3 ทีม ทั้ง ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน และ เอซี มิลาน แม้จะ “แป้ก !” กับ บาร์เซโลน่า อยู่ปึนึง แต่สถิติกับ ปารีส แซงต์-แชร์กแม็ง ก็พาความโหดของเขากลับมา รวมถึงการมาใช้เวลาสั้น ๆ บนเวทีพรีเมียร์ลีก กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อลบคำสบประมาทที่มีต่อตัว ซลาตัน เอง

ปัจจุบัน ซลาตัน วัย 37 ได้กลายเป็นพระเจ้าของชาวลอสเอนเจลีสในโลกของฟุตบอลเรียบร้อย ด้วยสถิติ 22 ประตู จากการลงเล่น 27 เกม


3. เวย์น รูนี่ย์
(ดีซี ยูไนเต็ด – เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ สหรัฐอเมริกา)

เวย์น รูนี่ย์

อดีตเด็กระเบิด สู่หนึ่งในตำนานกองหน้าของทัพ “ทรีไลออนส์” ที่ยังคงโลดแล่นอยู่บนฟลอร์หญ้า สร้างชื่ออย่างรวดเร็วใน 17 ปี กับ เอฟเวอร์ตัน ก่อนย้ายไปคว้าแชมป์มากมายกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติต่าง ๆ ยาวเป็นหางว่าว ตลอดการค้าแข้งในลีกระดับสูง อีกทั้งเป็นเจ้าของดาวซัลโวตลอดกาลของทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยจำนวน 253 ประตู และทีมชาติอังกฤษ 53 ประตู

ปัจจุบัน เจ้าของนิคเนม “วาซซ่า” ย้ายมาแข้งกับ ดีซี ยูไนเต็ด และจัดการแผลงฤทธิ์ทันที ด้วยการพา ดีซี ซึ่งตอนแรกอยู่โซนท้ายตาราง เร่งฟอร์มในช่วงท้าย เข้าป้ายในรอบเพลย์ออฟของ เมเจอร์ลีกซอคเกอร์ หน้าตาเฉย บนวัย 33 ขวบของ รูน เขามีส่วนร่วมกับประตูของทีมมากถึง 18 ลูก แบ่งเป็นการทำสกอร์ 12 ลูก กับอีก 6 แอสซิสต์


4. คาร์ลอส เตเบซ
(โบคา จูเนียร์ส – ซุปเปอร์ลีกา อาร์เจนติน่า)

คาร์ลอส เตเบซ

ศูนย์หน้าจอมเทคนิคชาวอาร์เจนไตน์ นับว่าเป็นนักเตะจอมพเนจรคนนึงเลยทีเดียว ขอให้ที่นั่นมีสนามฟุตบอล เขาไปได้หมดทุกที่

จากแผ่นดินบ้านเกิด อาร์เจนติน่า โยกไป บราซิล กับสโมสร โครินเธียนส์ ต่อด้วยบินมาสร้างชื่อในดินแดนยุโรป กับ เวสต์แฮม เป็นบันไดให้เจ้าตัวก้าวขึ้นไปโด่งดังสุดขีดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนทิ้งความเจ็บช้ำให้เด็กผีด้วยการย้ายไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งประวัติศาสตร์กับคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะอย่างนั้น

เตเบซ จบซีรีส์บนแผ่นดินยุโรปกับ ยูเวสตุส หวนกลับมาค้าแข้งกับถิ่นกำเนิดอย่าง โบคา อีกครั้ง อยู่ได้ไม่ทันไรก็วาร์ปไปโกยเงินหยวนที่ประเทศจีนกับ เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว สร้างเรื่องสร้างราวจนอยู่ไม่ครบสัญญา ก็กลับมาซบอ้อมอกสโมสรรัก โบคา จูเนียรส์ เป็นคำรบที่ 3

ชีวิตการล่าตาข่ายของ เตเบซ กว่า 727 นัด กับทั้งทีมชาติและสโมสร เขาสอยตาข่ายไปถึง 295 ประตู ในวัย 34 เตเบซ ยังคงไว้ลาย เมื่อขณะนี้เขาได้พา โบคา จูเนียร์ส เข้าชิง โคปา ลิเบร์ตาดอเรส กับคู่ปรับตลอดกาล ริเวอร์เพลท


5. ลูคัส โพดอลสกี้
(วิสเซล โกเบ – เจวัน ลีก ญีปุ่น)

ลูคัส โพดอลสกี้

กองหน้าทีมชาติเยอรมันเชื้อสายโปแลนด์ ผ่านการติดธงอินทรีเหล็กมากถึง 130 เป็นสถิติสูงเป็นอันดับ 3 ของทีมชาติ และตลอดระยะเวลาที่รับใช้ชาติ 13 ปี โพลดี้ กระทุ้งให้กับเยอรมันไปถึง 49 ลูก เป็นสถิติอันดับ 3 ตลอดกาล เป็นรองแค่ แกรด มุลเลอร์ และ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ดาวยิงเชื้อสายโปลรุ่นพี่

ในระดับสโมสร โพลดี้ เป็นเด็กปั้นของ โคโลญจน์ ก่อนย้ายไปเล่นให้กับทีมดังมากมาย ทั้ง บาเยิร์น มิวนิค, อาร์เซน่อล, อินเตอร์ มิลาน และ กาลาตาซาราย เป็นทีมสุดท้ายในลีกยุโรป ก่อนที่ โพลดี้ จะย้ายข้ามน้ำข้ามทะเลไปหาควาท้าทายใหม่บนดินแดนปลาดิบกับ วิสเซล โกเบ ในปัจจุบัน

เจ้าของฉายา “ปริ้นซ์โพลดี้” ในวัย 33 ปี ขณะนี้ จากการลงเล่นทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติรวมกันกว่า 637 นัด โพลดอลสกี้ มียอดทะลวงตาข่ายทั้งสิ้น 239 ตุง และยังคงไม่หยุดเพียงเท่านี้แน่นอน


6. เฟร์นานโด ตอร์เรส
(ซางัน โทซึ – เจวัน ลีก ญี่ปุ่น)

เฟร์นานโด ตอร์เรส

“เอล นินโญ่” หอกสัญชาติกระทิง เจ้าของใบหน้าอันหล่อเหลา ขวัญใจแฟนบอลทั้งหนุ่มสาม เคยมีช่วงระยะเวลาที่ดีที่สุดในชุดสีแดงเพลิงกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

สร้างชื่อกับ แอต. มาดริด ก่อนย้ายมารังสรรค์ผลงานระดับปรากฎการณ์บนเกาะอังกฤษทันทีในปีแรก ด้วยการยิง 33 ประตู จาก 46 เกม ให้กับ ลิเวอร์พูล ตลอดช่วงระยะเวลากว่า 4 ปี กับ หงส์แดง ตอร์เรส กดไปทั้งหมด 81 ตุง จากนั้นทิ้งให้ เดอะ ค็อป ต้องเจ็บกระดองใจด้วยการย้ายไปอยู่กับ เชลซี

ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ นั้น ตอร์เรส ได้ทั้งแชมป์แชมเปี้ยนลีก, ยูโรป้า ลีก และ เอฟเอ คัพ แต่ก็ไม่สามารถงัดฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาได้ จนต้องย้ายไปอยู่ มิลาน และสุดท้ายกลับไปตายรังกับทีมบ้านเกิด แอต. มาดริด

หลังหมดสัญญากับ “ตราหมี” ในฤดูกาลที่เพิ่งจบไป หัวหอกแก้มแดงได้ย้ายมาสร้างฐานแฟนคลับใหม่ไกลถึงญี่ปุ่นกับ ซางัน โทซึ ในฤดูกาลนี้ ซึ่งผลงานการจบสกอร์ของ ตอร์เรส จาก 855 เกม เขาทำไปแล้ว 297 ประตู การโยกมาอยู่ เจลีก ดูแล้วไม่นานนัก เขาน่าจะยิงได้แตะหลัก 300 ประตู ในไม่ช้า


7. ชาบี เอร์นานเดซ
(อัล ซาดด์ – กาตาร์ สตาร์ ลีก)

ชาบี เอร์นานเดซ

โคตรกองกลางห้องเครื่องระดับตำนานของ บาร์เซโลน่า กับ ทีมชาติสเปน กวาดมาแล้วครบทุกแชมป์ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ เมื่อครั้งยังค้าแข้งอยู่ในยุโรป

ตลอดระยะเวลา 24 ปี กับ บาร์ซ่า นั้น ชาบี ผ่านร้อนผ่านหนาวกับทีมมาตั้งแต่ชุดเยาวชนใน ลา มาเซีย ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในปี 1998 และเริ่มฝังตัวรอวันเติบโตจนกลายเป็นกลไกสำคัญของ บาร์ซ่า ยุค เป็ป กวาดิโอล่า ที่ใครต่างขนานนามทีมชุดนั้นว่า “ต่างดาว”

ชาบี ประสานงานร่วมกับ อันเดรส อิเนสต้า และ เซร์คิโอ บุสเกตส์ คุมพื้นที่กลางสนามให้ทีมของ เป็ป โดยมี เมสซี่ เป็นตัวชูโรง เรียกได้ว่า บาร์เซโลน่า ยุคที่มี ชาบี บัญชาการแดนกลาง เป็นยุคที่เกรียงไกรที่สุดยุคนึงเลยทีเดียว

เมื่อถึงจุดอิ่มตัว ชาบี ได้ย้ายมาร่วมทัพ อัล ซาดด์ ในประเทศ กาตาร์ ตลอดระยะเวลาการค้าแข้งกว่า 20 ปีของเขา ทั้งในระดับชาติและสโมสรจนถึงขณะนี้ ชาบี วัย 38 ปี ลงเล่นไปแล้วถึง 1061 เกม


8. อันเดรส อิเนสต้า
(วิสเซล โกเบ – เจวัน ลีก ญี่ปุ่น)

อันเดรส อิเนสต้า

อีกหนึ่งผลผลิตของ ลา มาเซีย ที่ก้าวไปสู่กองกลางระดับตำนานของ บาร์ซ่า และทีมชาติสเปน ที่แฟนบอลหลาย ๆ คน ต่างรู้สึกเสียดาย ว่าจะไม่เห็นเขาวาดลวดลายในสนามบนลีกยุโรปแล้ว

อันเดรส อิเนสต้า เป็นหนึ่งในสุดยอดขุนพลของ บาร์เซโลน่า ยุคต่างดาว ด้วยสไตล์การเล่นของเขา ทำให้นอกจากแฟนบอล บาร์ซ่า แล้ว แฟนบอลทีมอื่น ๆ ที่ได้ดูเขาเล่น ต่างหลงรักในฝีเท้าของ อิเนสต้า ด้วยกันทั้งนั้น

ส่วนความสำเร็จนั้นไม่ต้องพูดถึง อิเนสต้า กวาดมาแล้วหมดทุกแชมป์ เท่าที่นักเตะคนนึงจะสามารถทำได้ ทั้งในระดับชาติและสโมสร ในฤดูกาลล่าสุดที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ อิเนสต้า ย้ายมาหาความท้าทายใหม่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับ วิสเซล โกเบ ฝากผลงาน 85 ประตู จาก 859 เกม บนแผ่นดินยุโรปไว้เป็นความทรงจำ

และทั้งหมดนี้คือยอด 8 สตาร์ลูกหนัง “ยังไม่ตาย” ไม่เลิกเล่นไปไหน แค่ย้ายไปหาความท้าทายใหม่ ๆ นอกแผ่นดินยุโรป มีนักเตะขวัญใจของพวกคุณบ้างมั้ย และแม้พวกเขาจะย้ายไปไกลแค่ไหน แฟนบอลทุกท่านก็ยังสามารถติดตามผลงานพวกเขาได้ผ่านข่าวสารและบทความต่อ ๆ ไป ของพวกเราได้ที่นี่


ติดตามบทความ สกู๊ป กีฬา เจ๋งๆ ทั่วโลก ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

แข็งแกร่งดุจหินผา! เปิดสถิติ 5 ทีมที่หลังแข็งที่สุดใน EPL ณ เวลานี้

“เกมรับ” หรือการทำอย่างไรก็ได้ให้ทีมไม่เสียประตู อาจเป็นสิ่งที่ฟังดูน่าเบื่อสำหรับแฟนฟุตบอลหลายๆคน แต่ทว่าความจริงนั้น เกมรับ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อไรที่เราไม่โดนยิง อย่างน้อยเราก็จะไม่แพ้ ซึ่งทีมที่เป็นแชมป์หรือทีมที่ประสบความสำเร็จ ต่างก็เป็นทีมที่มีเกมรับแข็งแกร่งกันทั้งนั้น เช่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว เสียประตูไปแค่ 27 ประตู จาก 38 นัด เฉลี่ยแล้วโดนยิงไม่ถึงนัดละลูกด้วยซ้ำ หรือ เชลซี ที่คว้าแชมป์ได้เมื่อสองฤดูกาลที่แล้ว ก็โดนยิงไปเพียงแค่ 33 ประตู จาก 38 นัด เฉลี่ยแล้วไม่ถึงนัดละลูกเช่นกัน

ในวันนี้เราจึงจะขอพูดถึง 5 ทีมที่เกมรับดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก หลังจากผ่านไป 11 เกม เราจะมาดูว่าพวกเขาเสียไปกี่ประตู จุดเด่นในเกมรับพวกเขาคืออะไร สถิติในเกมรับของพวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง จะมีทีมไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย

สถิติ 5 ทีม กองหลังเหนียวที่สุด ใน EPL ตอนนี้

5. วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส อันดับ 11 เสีย 12 ประตู

พรีเมียร์ลีก

เป็นหนึ่งในทีมสุดเซอร์ไพร์สประจำ พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ พวกเขาเป็นทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในปีนี้ แต่กลับทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถไต่อันดับขึ้นมาถึงอันดับที่ 11 ชนะ 4 เสมอ 3 แพ้ 4 มี 15 คะแนน เก็บคลีนชีทได้ถึง 4 นัด และเสียไปเพียงแค่ 12 ประตู เฉลี่ยแล้วนัดละ 1.09 ประตูเท่านั้น น้อยกว่าทีมใหญ่อย่าง อาร์เซนอล และ แมนยู เสียอีก พวกเขาใช้แผนหลัง 3 เป็นแผนหลัก เซนเตอร์ 3 คนที่ใช้คือ วิลลิ่ โบลีย์, ไรอัน เบนเน็ตต์ และ โคเนอร์ โคดี้

โดยมีวิงแบ็ก 2 คนซ้าย-ขวาอย่าง จอนนี่ คาสโตร และ แมตต์ โดเฮอร์ตี้ และผู้รักษาประตูอย่าง รุย ปาทริซิโอ นายทวารทีมชาติโปรตุเกส เห็นได้ว่าชื่อชั้นของผู้เล่นในตำแหน่งเกมรับนั้นไม่ได้โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงเท่าไรนัก ต้องชมแผนการเล่นและแทคติกของโค้ชอย่าง นูโน ซานโต ที่ช่วยให้ “หมาป่า” ทำผลงานได้ดีขนาดนี้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 12 ประตู คลีนชีท 4 ครั้ง เซฟ 35 ครั้ง
เข้าปะทะ 194 ครั้ง(สำเร็จ 54%) บล็อกลูกยิง 38 ครั้ง
ตัดบอล 136 ครั้ง เคลียร์บอล 216 ครั้ง ทำเข้าประตูตัวเอง 1 ครั้ง


4. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ อันดับ 4 เสีย 10 ประตู

หลังแข็งที่สุดใน EPL

“ไก่เดือยทอง” ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เกาะกลุ่มทีมนำอย่างเหนี่ยวแน่น ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้เสริมผู้เล่นแม่แต่รายเดียวในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยที่ผ่านไป 11 นัด อยู่อันดับ 4 ชนะ 8 เสมอ 0 แพ้ 3 เสียไปเพียงแค่ 10 ประตู เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 0.91 ประตูต่อเกม ไม่ถึงหนึ่งประตูต่อนัดด้วยซ้ำ ถึงแม้ ยาน แฟร์ตองเก้น เซนเตอร์คนสำคัญจะได้รับอาการบาดเจ็บ และคาดว่าจะกลับมาได้ในช่วงเดือนธันวาคม

แต่ผู้เล่นแกนหลักในแนวรับที่เหลืออย่าง โทบี้ อันเดอร์ไวเรลด์ หรือ คีแรน ทริปเปียร์ ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยตัวผู้เล่นที่มีอยู่บวกกับแทคติกของ พอช คาดว่า สเปอร์ส น่าจะยังคงรักษามาตรฐานการเล่น รวมไปถึงด้านเกมรับได้ดีไปจนจบฤดูกาล

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 10 ประตู คลีนชีท 4 ครั้ง เซฟ 43 ครั้ง
เข้าปะทะ 197 ครั้ง(สำเร็จ 61%) บล็อกลูกยิง 29 ครั้ง
ตัดบอล 110 ครั้ง เคลียร์บอล 260 ครั้ง


3. เชลซี อันดับ 2 เสีย 8 ประตู

สถิติ 5 ทีม EPL

เมาริซิโอ ซาร์รี เฮดโค้ชคนใหม่ของทีม สิงห์บลูส์ ขึ้นชื่อว่าเป็นโค้ชที่มีฝีมือในด้านเกมรุกที่โดดเด่นตั้งแต่ตอนที่ยังคุมอยู่ นาโปลี มาอยู่ที่ เชลซี เขายังคงรักษามาตรฐานในการคุมทีมได้อย่างสุดยอด เป็น 1 ใน 3 ทีมที่ยังไม่แพ้ใครตลอด 11 นัดที่ผ่านมา ซึ่งในด้านเกมรุกก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตามสไตล์ ซาร์รี่ แต่ในด้านเกมรับก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ลงเล่นไป 11 นัด เสียเพียงแค่ 8 ประตู คิดเป็น 0.73 ประตูต่อนัด คลีนชีททั้งหมด 5 ครั้ง

โดยผู้เล่นตัวหลักในแนวรับประกอบไปด้วย เกป้า ผู้รักษาประตูดาวรุ่งฝีมือดีชาวสเปน ดาวิด หลุยส์ ที่กลับมาเป็นตัวจริงอีกครั้ง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ที่พัฒนาฟอร์มขึ้นมาจนยึดตัวจริงได้สำเร็จ และแบ็กซ้าย-ขวา อย่าง มาร์กอส อลองโซ่ และ เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า ถือได้ว่าเป็นแผงแบ็คโฟร์ที่แข็งแกร่งเลยทีเดียว เรียกได้ว่ามีลุ้นกันยาวๆสำหรับผลงานทีมในปีนี้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 8 ประตู คลีนชีท 5 ครั้ง เซฟ 22 ครั้ง
เข้าปะทะ 143 ครั้ง(สำเร็จ 57%) บล็อกลูกยิง 69 ครั้ง
ตัดบอล 74 ครั้ง เคลียร์บอล 198 ครั้ง


2. ลิเวอร์พูล อันดับ 3 เสีย 5 ประตู

5 ทีม EPL

หลังจากที่ หงส์แดง ได้เซ็นสัญญาระดับสถิติโลกในตำแหน่งกองหลัง คว้าตัว เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค รวมไปถึงแก้ไขปัญหาเรื่องผู้รักษาประตู ด้วยการทุ่มเงินมหาศาลซื้อตัว อลิสสัน เบ็คเกอร์ เข้ามา ถึงแม้ว่าสองดีลนี้จะทำให้ หงส์แดง สูญเงินไปกว่า 150 ล้านปอนด์ แต่มันก็คุ้มค่า เมื่อพวกเขาได้เข้ามายกระดับแนวรับของทีมอย่างแท้จริง ฟาน ไดจ์ค ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือ กองหลังระดับโลก มีความเร็ว สูงใหญ่ แข็งแกร่ง ลูกกลางอากาศยอดเยี่ยม

ส่วน อลิสสัน นั้นฝีมือยอดเยี่ยม ใช้เท้าได้ดี ลูกง่ายไม่พลาด ลูกยากก็สามารถเซฟได้ ทำให้แผงหลังเล่นกันได้อย่างมั่นใจ โดย 11 นัดที่ผ่านมานั้น หงส์แดง เป็นหนึ่งในทีมที่ยังไม่แพ้ใคร เสียไปเพียงแค่ 5 ประตู เฉลี่ยนัดละ 0.45 ลูกเท่านั้น ถ้าหากแนวรับยังทำผลงานได้อย่างสุดยอดเช่นนี้ รวมไปถึงแนวรุกชั้นยอดที่นำโดยสามประสาน SMF ไม่แน่ว่าความฝันอันยาวนานของเหล่า เดอะ ค็อป อาจจะเกิดขึ้นจริงในปีนี้ก็ได้

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 5 ประตู คลีนชีท 6 ครั้ง เซฟ 22 ครั้ง
เข้าปะทะ 182 ครั้ง(สำเร็จ 65%) บล็อกลูกยิง 40 ครั้ง
ตัดบอล 95 ครั้ง เคลียร์บอล 199 ครั้ง


1. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อันดับ 1 เสีย 4 ประตู

5 ทีมที่หลังแข็ง

ฝันของเหล่า เดอะ ค็อป จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกอย่างหนึ่งก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นี่คือเต็งแชมป์ พรีเมียร์ลีก ของจริง แชมป์เก่าเมื่อปีที่แล้ว ทีมของยอดกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้น แข็งแกร่ง ยอดเยี่ยม และสมบูรณ์แบบ จะหาทีมใดในลีกที่สามารถล้มพวกเขาได้นั้นยากมากๆ โดยผลงานผ่านมา 11 นัดในลีกของ เรือใบสีฟ้า พวกเขาเป็นหนึ่งในทีมที่ยังไม่แพ้ใคร เช่นเดียวกับ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ชนะ 9 เสมอ 2 แพ้ 0 เสียไปเพียงแค่ 4 ประตูเท่านั้น คิดเป็น 0.36 ประตูต่อนัด ถือว่าน้อยมากๆ ครองตำแหน่งจ่าฝูงอยู่ในเวลานี้

โดยกำลังหลักในเกมรับของ ซิตี้ ประกอบไปด้วย แอเดอร์สัน ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิล จอห์น สโตนส์ และ ไอเมอริค ลาปอร์เต้ สองเซนเตอร์ดาวรุ่งชั้นยอดที่จับคู่กันได้อย่างลงตัว และเบ็คสองข้างที่แข็งแกร่งทั้งรุกและรับอย่าง เบงฌาแม็ง เมนดี้ กับ ไคล์ วอล์คเกอร์ และพวกตัวสำรองที่ไว้ใจได้เช่น แวงซองต์ กอมปานี, ดานิโล, นิโคลัส โอตาเมนดี้ และ ฟาเบียน เดลฟ์ เรียกได้ว่าเป็นทีมที่แข็งแกร่งจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจถ้าจบฤดูกาลนี้ ซิตี้จะสามารถคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ไปครองได้อีกหนึ่งสมัย

สถิติเกมรับที่สำคัญ
ลงเล่น 11 นัด เสีย 4 ประตู คลีนชีท 7 ครั้ง เซฟ 19 ครั้ง
เข้าปะทะ 127 ครั้ง(สำเร็จ 67%) บล็อกลูกยิง 70 ครั้ง
ตัดบอล 110 ครั้ง เคลียร์บอล 159 ครั้ง


ติดตามบทความ สกู๊ป กีฬา เจ๋งๆ ทั่วโลก ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุดในโลก ปี 2018

บทความในวันนี้เราจะมา จัดอันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุด 10 อันดับ ในปี 2018 จะมีใครบ้างไปติดตามกันเลยครับ โดยเริ่มที่

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล ที่มี ราคาแพง ที่สุดในโลก ปี 2018

อันดับที่ 10

ค่าตัว นักฟุตบอล ปี 2018

เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ย้ายจากทีม เซาธ์แฮมตัน ไป ลิเวอร์พูล ในปี 2018 นี้ ค่าตัว 75 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,375 ล้านบาท ในตำแหน่ง เซ็นเตอร์แบ็ค


อันดับที่ 9

ค่าตัว นักฟุตบอล

โรเมลู ลูกากู ย้ายจากทีม เอฟเวอร์ตัน ไป แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2017 ราคาค่าตัวอยู่ที่ 75 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,375 ล้านบาท


อันดับที่ 8

อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล

กอนซาโล่ อิกวาอิน ย้ายจากทีม นาโปลี ไป ยูเวนตุส ในปี 2016 ในราคาค่าตัวที่ 75.3 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,388.5 ล้านบาท ในตำแหน่งกองหน้า


อันดับที่ 7

นักฟุตบอล ค่าตัวแพง

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ย้ายจากทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปอยู่กับ เรอัล มาดริด ในปี 2009 ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลกกว่า 80 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 3,600 ล้านบาท


อันดับที่ 6

10 อันดับ ค่าตัวนักฟุตบอล

แกเร็ธ เบล ย้ายจากทีม สเปอร์ส ไปเป็นผู้เล่นให้กับ เรอัล มาดริด ในปี 2013 ด้วยค่าตัวกว่า 85.3 ล้านปอนด์หรือประมาณ 3,838.5 ล้านบาท ถือเป็นค่าตัวที่เป็นสถิติในปีนั้น เป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซ้าย


อันดับที่ 5

นักฟุตบอล ราคาแพง

พอล ป็อกบา ย้ายจากทีมม้าลาย ยูเวนตุส ไปเป็นผู้เล่นให้กับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2016 ด้วยราคาค่าตัวที่สูงกว่า 89.3 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,005 ล้านบาท


อันดับที่ 4

ค่าตัว นักฟุตบอล 2018

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ หนึ่งในสองนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบัน ย้ายจากทีม เรอัล มาดริด ไปอยู่กับม้าลาย ยูเวนตุส ในปี 2018 นี้ ด้วยค่าตัวอยู่ที่ 99.2 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,200 ล้านบาท


อันดับที่ 3

ค่าตัวนักฟุตบอล แพงที่สุดในโลก

อุสมาน เดมเบเล่ ย้ายจากทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไปเล่นให้กับ บาร์เซโลน่า เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวสูงกว่า 135.5 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 5,760 ล้านบาทเลยทีเดียว


อันดับที่ 2

อันดับ ค่าตัว นักฟุตบอล

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ย้ายจากทีม ลิเวอร์พลู ไปอยู่กับทีม บาร์เซโลน่า ในปี 2018 นี้ ด้วยค่าตัวที่สูงถึง 142 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 6,000 ล้านบาท


อันดับที่ 1

ค่าตัวนักฟุตบอล

เนย์มาร์ ย้ายจากทีม บาร์เซโลน่า ไปอยู่กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เมื่อปี 2017 ด้วยค่าตัวสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 198 ล้านปอนด์หรือประมาณ 8,910 ล้านบาท ยากที่จะมีนักฟุตบอลคนไหนจะทำลายสถิตินี้ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 10 อันดับค่าตัวที่แพงที่สุดของนักฟุตบอล ซึ่งในอนาคตอาจมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงได้ ให้เราคอยติดตามกันครับว่าในอนาคตจะมีนักฟุตบอลคนไหนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่ติดหนึ่งในสิบของผู้เล่นที่มีค่าตัวแพงที่สุดในโลกบ้างแล้วเราจะมาคอยอัปเดตให้คุณได้รับทราบอีกสำหรับวันนี้สวัสดีครับ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

มาดูกัน 7 อันดับ นักเตะ ค่าตัวแพง ที่สุด ใน พรีเมียร์ลีก ของการซื้อขายปีนี้

ล่าสุด ตลาดซื้อขายนักเตะ ฤดูร้อน ของ พรีเมียร์ลีก ประจำปี 2018-2019 ได้ปิดการดำเนินการแล้ว ซึ่งงานนี้มีหลายทีมที่ช้อปนักเตะใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก หลายคนคงอยากรู้ว่าการซื้อนักเตะครั้งนี้ แต่ละคนถูกซื้อไปในค่าตัวเท่าไร เรามาดูกันว่า นักเตะ ค่าตัวแพง ที่สุด ต้องใช้เงินเท่าไร ใน ตลาดหน้าร้อน 2018 ไปดูกันเลย

7 ดีล นักเตะ ค่าตัวแพง ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ซัมเมอร์ 2018

1. ฟาบินโญ่ (ลิเวอร์พูล) 43.7 ล้านปอนด์

นักเตะ พรีเมียร์ลีก

โมนาโก สโมสรในศึกลีกเอิง จัดการขาย ฟาบินโญ่ ให้กับทีมลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่แห่งอังกฤษด้วยค่าตัว 43.7 ล้านปอนด์ และยังมาพร้อมกับออฟชั่นเสริม ถ้าพาทีมขึ้นติดท็อป 4 ในลีก แล้วได้ไปยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลต้องจ่ายเพิ่มอีก 5 ล้านปอนด์

ทั้งนี้ ฟาบินโญ่ เป็นกลองกลางตัวรับ ทีมชาติบราซิล เริ่มต้นค้าแข้งสมัยเยาวชนที่ ฟลูมิเนนเซ่ จากนั้นก็ย้ายไปเล่นที่โปรตุเกส กับ ริโออาฟ แล้วโดนเรอัล มาดริด ยืมตัว 1 ฤดูกาล ก่อนริโออาฟจะขายให้กับ โมนาโก โดยช่วงชีวิตที่เล่นในฝรั่งเศสเป็นเวลา 5 ปี เจ้าตัวลงสนาม 233 นัด ยิงถึง 31 ประตู และแอสซิสต์ 21 ครั้ง


2. นาบี เกอิตา (ลิเวอร์พูล) 52.75 ล้านปอนด์

พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

นาบี เกอิตา ซึ่งเป็นกองกลางทีมชาติกินี ย้ายจาก อาร์บี ไลป์ซิก มาเข้าร่วมกับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัว ถึง 52.75 ล้านปอนด์ เมื่อฤดูกาลที่แล้วในศึกบุนเดสลีกา เขาได้ลงสนามให้ต้นสังกัดเดิม 27 นัด ยิง 6 ประตู และ Assist 5 ครั้ง เขายังเคยผ่านศึกยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก 11 นัด และยูโรป้าลีก 12 นัด นอกจากนี้ยังรับใช้ทีมชาติมาทั้งหมด 29 ครั้ง


3. จอร์จินโญ่ (เชลซี) 57 ล้านปอนด์

ค่าตัวแพงที่สุด

เชลซี จัดการซื้อนักเตะ จอร์จินโญ่ กองกลางทีมชาติอิตาลี วัย 26 ปี จาก นาโปลี ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปีด้วยค่าตัว 57 ล้านปอนด์ โดยสมัยที่เขายังอยู่ที่นาโปลี ได้ลงเล่นไป 160 นัด ยิง 6 ประตู แอสซิส 14 ครั้ง นอกจากนี้ยังผ่านการรับใช้ทีมชาติติอัซซูรี่ มาจำนวน 8 นัด

ต่อมาเมื่อย้ายมาร่วมทัพเชลซี ได้ประเดิมนัดแรกเกมอุ่นเครื่องกับ เพิร์ธ กลอรี่ ที่ออสเตรเลีย ก็ได้ทำสถิติจ่ายบอลอันยอดเยี่ยม ลงเพียง 45 นาทีแรก แต่จ่ายบอลไปถึง 101 ครั้ง จ่ายบอลสำเร็จ 98 ครั้ง นั่นคือเฉลี่ยจ่ายทุก ๆ 27 วินาทีเลยทีเดียว


4. ริยาด มาห์เรซ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้) 60 ล้านปอนด์

ค่าตัวแพง

ริยาด มาห์เรซ ถูกซื้อตัวโดยแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายมาจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวทุบสถิติสโมสรเรือใบ 60 ล้านปอนด์ พร้อมกับเซ็นสัญญาระยะยาว 5 ปี

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งตลาดซื้อขายนักเตะฤดูหนาวช่วงต้นปีที่ผ่านมา มาห์เรซ ต้องการย้ายไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่เมื่อตลาดซื้อขายสิ้นสุดลง เจ้าตัวก็ยังไม่ได้ย้ายออก เนื่องจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไม่อยากเสียปีกชาวแอลจีเรียรายนี้ไป ที่ขณะนั้นฟอร์มการเล่นกำลังโดดเด่นเป็นที่จับตามองของหลายทีม

จึงได้ตั้งค่าหัวสูงลิบถึง 95 ล้านปอนด์ และก็เป็นผลสำเร็จ เพราะสโมสรเรือใบสู้ราคาไม่ไหวล้มเลิกดีลไปในที่สุด ทำให้ มาห์เรซ หัวเสียอย่างมาก ไม่ยอมมาซ้อมกับทีม 2 วันติดต่อกัน และโดนจิ้งจอกลงดาบปรับเงินจำนวน 200,000 ปอนด์


5. เฟร็ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) 61.2 ล้านปอนด์

อันดับนักเตะ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกลงซื้อ เฟร็ด ดาวเตะกองกลางทีมชาติบราซิล วัย 25 ปี จาก ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค สโมสรใน ยูเครเนียน พรีเมียร์ลีก ด้วยค่าตัว 61.2 ล้านปอนด์ เซ็นสัญญา 5 ปี

โดยก่อนที่ เฟร็ด จะมาเข้าร่วมทัพนั้น ได้ลงเล่นให้กับ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค ไปจำนวน 155 นัด ยิง 15 ประตู แอสซิสต์ 15 ครั้ง ซึ่งสมัยที่ค้าแข้ง สามารถพาทีมคว้าแชมป์มา 6 ถ้วย แบ่งเป็น แชมป์ยูเครเนียน พรีเมียร์ลีก 3 ครั้ง แชมป์ยูเครเนียน คัพ 1 ครั้ง และแชมป์ยูเครเนียน ซูเปอร์คัพ 2 ครั้ง


6. อลิสซอน เบ็คเกอร์ (ลิเวอร์พูล) 67 ล้านปอนด์

ซัมเมอร์ 2018

ลิเวอร์พูลประกาศความสำเร็จคว้า อลิสซอน เบ็คเกอร์ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติบราซิล ที่ย้ายมาจาก โรม่า ด้วยค่าตัวสถิติโลกในช่วงแรก 67 ล้านปอนด์ ซึ่งการมาของนักเตะรายนี้ ได้สร้างความสงสัยของเหล่าแฟนบอลว่า เหตุใดทีมถึงยอมทุ่มเงินเพื่อให้ได้อดีตนายทวารโรม่า มาครอบครอง

ย้อนกลับไปเมื่อวันชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ที่ผ่านมา ลอริส คาริอุส นายด่านมือหนึ่งลิเวอร์พูล ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงฟอร์มการเล่นยอดแย่ในนัดนั้น จนถูกกล่าวว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ทีมพ่ายแพ้เรอัล มาดริด

ขณะที่ทางด้านสถิติของ อลิสซอน ตอนอยู่โรม่า พบว่าฤดูกาลแล้ว เจ้าตัวลงเล่น 37 นัด เก็บ 17 คลีนชีต เซฟประตู 109 ครั้ง ผ่านบอลได้แม่น 83% เซฟจุดโทษถึง 2 ครั้ง (จาก 5 ครั้ง) ทำให้ไม่ต้องสัยสัยเลยว่าผู้รักษาประตูคนใหม่ของ ลิเวอร์พูล เก่งกาจสมกับค่าตัวหรือไม่


7. เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า (เชลซี) 71.6 ล้านปอนด์

 7 นักเตะ

เชลซีเพิ่งได้คว้า เกป้า อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูทีมชาติสเปนคนใหม่ เซ็นสัญญาระยะยาว 7 ปี จาก แอธเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัวสูงถึง 71.6 ล้านปอนด์ นับเป็นตัวเลขสถิติโลกสูงสุดของผู้รักษาประตู ที่ก่อนหน้านี้เป็นของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ จากทีมลิเวอร์พูล

โดยการมาของนายทวารรายนี้ สืบเนื่องมาจาก ติโบต์ กูร์กตัวส์ ไม่ต้องการต่อสัญญากับต้นสังกัด และอยากย้ายไปเล่นที่สเปน เพื่อจะได้อยู่กับครอบครัว ทำให้เชลซี ไม่อยากเสี่ยงที่จะปล่อย กูร์กตัวส์ ออกไปแบบฟรีๆ

ซึ่งเหลือสัญญาแค่ปีเดียว จึงต้องคว้า เกป้า มาเป็นตัวตายตัวแทนโกลมือหนึ่งคนใหม่ แล้วขาย กูร์กตัวส์ ให้เรอัล มาดริด 35 ล้านปอนด์


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

แล้วจะอึ้ง ! มาชม หัวหอก ‘พลาดเป้า’ บ่อยสุดใน พรีเมียร์ลีก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแน่นอนกับสถิติ หัวหอก พลาดเป้า ที่ออกมา เมื่อเว็บไซด์อย่างเป็นทางการของ ‘Premier league’ ได้เปิดเผยถึงรายชื่อ ศูนย์หน้า ที่พลาดโอกาสสำคัญมากที่สุด ตลอดระยะเวลา ค้าแข้ง บนสังเวียน พรีเมียร์ลีก ส่วนจะมีใครบ้างนั้นติดตามกันเลย

มาชม หัวหอก พลาดเป้า 9 อันดับแรก ของ ลีกอังกฤษ

9. เวย์น รูนีย์ : เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เวย์น รูนีย์

ดาวยิงที่ขึ้นแท่นเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษ ก็อยู่ในโผนี้ด้วยแต่ก็ถือว่าน้อยมากๆหากเทียบกับจำนวนประตูที่เขาสามารถกระซวกให้กับสโมสรได้

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนั้นปรากฏว่า รูนีย์ พลาดโอกาสครั้งสำคัญในการทำประตูไปทั้งหมด 54 ครั้งแต่สถิติใน พรีเมียร์ลีก ของเขาก็คือลงสนาม 491 นัดยิงได้ 208 ประตู


8. ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้, โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส, เชลซี, ลิเวอร์พูล, เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์

หอกกระดูกยุงรายนี้เราอาจจะเห็นในช่วงหลังที่ว่า ‘ลงเป็นยิง’ ให้กับ ลิเวอร์พูล ก็จริงทว่า สเตอร์ริดจ์ นั้นก็ใช้โอกาสไปไม่ใช่น้อยและก็พลาดจังหวะจ่อๆหลายต่อหลายครั้ง

ตามสถิติที่ออกมา ‘หริด’ พลาดครั้งสำคัญไปทั้งหมด 57 ครั้งตลอดการล่าตาข่ายใน พรีเมียร์ลีก ส่วนสถิติรวมของเขานั้นลงสนามไปทั้งหมด 203 นัดยิงได้ 75 ประตูด้วยกัน


7. ธีโอ วัลค็อตต์ : อาร์เซน่อล, เอฟเวอร์ตัน

ธีโอ วัลค็อตต์

จริงอยู่ที่ช่วงหลังๆเราจะมองเห็นทาง วัลค็อตต์ เป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีกซะมากกว่าศูนย์หน้าแต่เจ้าตัวก็เคยย้ำมาตลอดว่าตำแหน่งที่ถนัดจริงๆคือหัวหอกที่มีหน้าที่สังหารประตูเท่านั้น

วัลค็อตต์ ได้รับโอกาสลงสนามกับ อาร์เซน่อล อย่างต่อเนื่องในช่วงแรกและแน่นอนว่าเขาก็โดนแฟนๆด่าไม่ใช่น้อยเกี่ยวการพลาดโอกาสในการทำประตูซึ่งแข้งจาก “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” พลาดรวมไปแล้ว 66 ครั้งด้วยกัน

ส่วนสถิติรวมของเขานั้น วัลค็อตต์ ลงสนามไป 288 นัดยิงได้ 70 ประตู


6. แฮร์รี่ เคน : ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์, นอริช ซิตี้

แฮร์รี่ เคน

เจ้าของรางวัล ‘รองเท้าทองคำ’ ฤดูกาลที่ผ่านมาอย่าง เคน ก็มีจังหวะพลาดแบบเหน่งๆไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นด้วยจำนวนประตูที่เขาทำได้มันก็น่าจะพอหยวนๆและลืมเรื่องสถิตินี้ไปได้บ้าง

เคน พลาดโอกาสครั้งสำคัญทั้หมด 70 ครั้งตลอดการลงสนามให้กับ ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ และ นอริช ซิตี้ (ลงนัดเดียว) แต่เชื่อเถอะครับว่าด้วยสถิติลงสนาม 157 นัดยิงไป 110 ประตู ใครล่ะจะไปสนความผิดพลาดของ เคน กัน ?


5. โอลิวิเยร์ ชิรูด์ : อาร์เซน่อล, เชลซี

โอลิวิเยร์ ชิรูด์

หนึ่งในกองหน้าที่โดนแฟนๆด่าว่าเป็น ‘สากกระเบือ’ มากที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังแต่ ชิรูด์ เองไม่ใช่ที่สุดในเรื่องของการพลาดโอกาสครั้งสำคัญแต่อย่างใด

สถิติที่ถูกเปิดเผยออกมานั้นหัวหอกดีกรีแชมป์โลกชาวเฟร้นซ์พลาดไปทั้งหมด 71 ครั้งและด้วยสถิติการลงเล่น 196 นัดยิงได้ 76 ประตู มันก็ดูไม่เลวอะไรเลยในฐานะศูนย์หน้าตัวเป้า


4. โรเมลู ลูกากู : เชลซี, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โรเมลู ลูกากู

แข้งที่เคยถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งสำหรับ ลูกากู ตอนที่เขาย้ายมาอยู่กับ เชลซี ทว่าสุดท้ายก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ในสีเสื้อน้ำเงินของ “สิงห์บลูส์” ทว่าเขากลับสามารถเข้าอำเภอแจ้งเกิดได้สำเร็จด้วยสีเสื้อน้ำเงินเหมือนกันแต่กับ เอฟเวอร์ตัน

ในตอนนี้ ลูกากู ล่าตาข่ายอยู่กับทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และความผิดพลาดในการสังหารประตูจังหวะสำคัญนั้นอยู่ที่ 75 ครั้งด้วยกันทว่าสถิติรวมนั้นบอกได้เลยว่าไม่ใช่เล่นๆด้วยการลงสนาม 224 นัดยิงได้ 104 ประตู


3. คริสติย็อง เบนเตเก้ : แอสตัน วิลล่า, ลิเวอร์พูล, คริสตัล พาเลซ

คริสติย็อง เบนเตเก้

ดาวยิงเจ้าของฉายาบุตรแห่ง เอลมิล เฮสกี้ ผงาดขึ้นมารั้งอันดับที่ 3 ได้ซึ่งก็ถือว่าเพราะแรงด่าจากแฟนๆ ลิเวอร์พูล ล้วนๆเลยครับเพราะหากลองเทียบปีกับแข้งที่ติดๆมาน่ะ เบนเตเก้ เพิ่งจะเข้ามาโลดแล่นใน พรีเมียร์ลีก เมื่อปี 2012 นี้เอง

เบนเตเก้ พลาดโอกาสในการสังหารประตูจังหวะสำคัญไปแล้วถึง 77 ครั้งแถมสถิติลงสนาม 189 นัดยิงได้ 69 ประตูก็เชื่อว่ามันยังไม่ดีพอเท่าที่ควรในฐานะศูนย์หน้าตัวความหวังของทีม


2. โรบิน ฟาน เพอร์ซีย์ : อาร์เซน่อล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โรบิน-ฟาน-เพอร์ซีย์

ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอกเพราะอันดับที่ 2 ก็คือ ‘RVP’ ฟลายอิง ดัตช์ แมน ของ “ปืนใหญ่” และ “ปีศาจแดง” ที่ปรากฏว่าเขาพลาดโอกาสครั้งสำคัญมาแล้วถึง 80 ครั้งเลยทีเดียว

ตลอดระยะเวลาที่เราเห็น ฟาน เพอร์ซี่ ลงสนามในเสื้อสีแดงของทั้ง อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด นั้นเราอาจจะนึกภาพการสังหารที่คมกริบด้วยเท้าซ้ายพิฆาต แต่สถิติก็คือสถิตินั่นแหละครับ

สำหรับ ‘RVP’ นั้นลงสนามไปทั้งหมด 280 นัดยิงได้ 144 ประตู เอาล่ะคงจะลืมสถิติความผิดพลาดของ ฟาน เพอร์ซี่ ไปหมดแล้วล่ะสิ


1. เซร์คิโอ อเกวโร่ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เซร์คิโอ อเกวโร่

เพิ่งจะขึ้นแท่นเป็นตำนานสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปหมาดๆสำหรับการกระทุ้งประตูได้มากที่สุดของประวัติศาสตร์ “เรือใบสีฟ้า” แต่ตัวของ กุน เองก็มีสถิติที่ค่อนข้างย้อนแย้งออกมานิดนึง

หากใครเป็นแฟน “เรือใบสีฟ้า” ที่ติดตามรับชมบ่อยๆอาจจะไม่แปลกใจซักเท่าไรนักเพราะเราจะเห็นได้ตลอดเวลาเลยว่า กุน พลาดโอกาสครั้งสำคัญไปมากมายขนาดไหนซึ่งข้อมูลที่ออกมาก็ระบุว่าเขาพลาดไปถึง 105 ครั้งกินขาดแข้งอันดับ 2-9 สุดๆ

แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ กุน ลงสนามให้กับ ซิตี้ ไป 210 และยิงได้ถึง 146 ประตูและคุณลองคิดดูสิว่าหากเขาเปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นประตูได้สถิติรวมทั้งหมดของหอกมะขามข้อเดียวรายนี้จะสุดตะลึงขนาดไหน


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

6 แข้ง พังไม่เป็นท่า ที่เคยถูกยกย่องเหมือนตำนาน แต่สุดท้ายเละเทะ !

มีมากมายหลายต่อหลายครั้งที่ นักฟุตบอล ดาวรุ่ง จะถูกนำไปโยงว่าเป็น แข้งระดับตำนาน คนใหม่ เมื่อโชว์ฟอร์มได้ดี บางคนก็สามารถทะลุขึ้นไปอยู่ในจุดที่คนลืมไปแล้วว่า เคยถูกเทียบกับตำนานคนไหน เพราะเขาสร้างชื่อเสียงมาได้ด้วยตนเอง และในสกู๊ปนี้ผมจะขอหยิบยก แข้ง พังไม่เป็นท่า และแทบไม่ได้ครึ่งของตำนานที่ถูกนำไปเปรียบเทียบ

รวม นักเตะ พังไม่เป็นท่า แต่ถูกยกย่องเยี่ยง แข้งในตำนาน

6. แจ็ค วิลเชียร์ : อันเดรีย ปีร์โล่

แจ็ค วิลเชียร์

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ วิลเชียร์ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ อาร์เซน่อล ใหม่ๆนั้นสาวก “ปืนใหญ่” ค่อนข้างตื่นเต้นและคาดหวังในตัวของไอ้หนูรายนี้มากถึงมากที่สุด

อีกทั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงกับเคยพูดเอาไว้ว่า “ผมจำได้ว่า ยูเวนตุส เล่น 3-4 ปีโดยใช้มิดฟิลด์โฮลดิ้งคนเดียวที่ชื่อว่า อันเดรีย ปีร์โล่”

“และ ปีร์โล่ ก็เหมือนกับ แจ็ค เขามีความคล้ายคลึงกับ แจ็ค เอามากๆ”

เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะไม่คิดแบบนั้นแต่บางที เปเยกรินี่ คงชื่นชอบในตัวของ วิลเชียร์ อยู่ถึงขนาดฉกตัวไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในฤดูกาลปัจจุบัน


5. อันเดอร์สัน : โรนัลดินโญ่

อันเดอร์สัน

มิดฟิลด์ผู้ไม่เคยหยุดยิ้มของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในเรื่องของการคว้าถ้วยแชมป์กับทีมเป็นอย่างมากเพราะว่าเขาได้มาอยู่ในยุคสมัยของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

โดยครั้งหนึ่ง อันเดอร์สัน เองเคยให้สัมภาษณ์กับ ‘Telegraph’ สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษเอาไว้ว่า “มันทำให้ผมมีความภูมิใจเอามากๆที่มีคนเปรียบเทียบ โรนัลดินโญ่ กับผมแต่ถึงอย่างนั้น โรนัลดินโญ่ ก็คือ โรนัลดินโญ่ และ อันเดอร์สัน ก็คือ อันเดอร์สัน”

ใช่มั้ยล่ะครับ ทุกๆคนก็คงคิดแบบที่ อันเดอร์สัน พูดไปแล้วเพราะหากมองดูกันจริงๆอดีตมิดฟิลด์จากค่าย “ปีศาจแดง” นั้นแทบไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้กับ โรนัลดินโญ่ เลยแม้แต่นิดเดียว


4. โบยาน เกร์กิช : ลีโอเนล เมสซี่

ชโบยาน เกร์กิช

ตอนที่ไอ้หนูนามว่า โบยาน ขึ้นมาโลดแล่นในทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ได้ใหม่ๆเขาได้รับการตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของ ลีโอเนล เมสซี่ ด้วยการเป็น เมสซี่ คนใหม่แห่งถิ่น คัมป์ นู

แต่ด้วยความกดดันหรือยังไงไม่ทราบได้ จากฟอร์มพีคๆของ โบยาน ในช่วงต้นนั้นมันกลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นของตัวเองเอาไว้ได้จนสุดท้าย โบยาน ก็ระหกระเหินออกมาจากแคว้นกาตาลัน

ด้วยความผิดหวังของเขา โบยาน เคยเปิดใจผ่าน ‘The Guardian’ ว่า “เมื่อผมตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองคือ เมสซี่คนใหม่ ใช่มันดีนะถ้าหากคุณถูกเปรียบเทียบกับ เมสซี่ แต่สิ่งที่คุณขาดหวังจริงๆจากอาชีพนี้มันคืออะไรล่ะ ?”

สิ่งที่ โบยาน คาดหวังอาจจะไม่ใช่เป็น เมสซี่ คนใหม่แต่อาจจะเป็นการที่เล่นในระดับท็อปของลีกยุโรปอีกครั้งเพราะในตอนนี้เขาเล่นให้กับ สโต๊ค ซิตี้ ในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ของอังกฤษเท่านั้น


3. เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า : รอย คีน

เอริค เฌมบ้า เฌมบ้า

นับตั้งแต่ รอย คีน ก้าวออกจากโรงละครแห่งความฝันไป เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ลองผิดลองถูกมาตลอดและแข้งที่ชื่อว่า เฌมบ้า-เฌมบ้า นี่ถูกลงมติเหมือนกันหมดว่าเป็นการลองผิด

เฌมบ้า-เฌมบ้า เข้ามาสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความหวังที่จะกลายเป็น คีน คนใหม่ด้วยการเล่นมิดฟิลด์ตัวรับและมีสไตล์ที่ดุดันทว่าสุดท้ายก็กลายออกลูกเหวอมากไปหน่อยจนถึงกับหาข้อดีที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ คีน ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ฉายาที่สาวก ‘เร้ด อาร์มี่ส์’ ประเทศไทยตั้งเอาไว้ให้ไม่ใช่ เฌมบ้า-เฌมบ้า นะครับแต่เขาคือ เฌมบ้า-เฌมบอ เพราะพี่แกเล่นวิ่งมั่วไปหมด


2. กาเบรียล โอแบร์ตอง : คริสเตียโน่ โรนัลโด้

กาเบรียล โอแบร์ตอง

ตอนที่ โอแบร์ตอง เข้ามาสวมเสื้อสีแดงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือช่วงเวลาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตัดสินใจออกจากโรงละครแห่งความฝันเพื่อไปอยู่กับ เรอัล มาดริด

มันเลยทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวแทนของ โรนัลโด้ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันตั้งแต่วันแรกที่ชูเสื้อของ “ปีศาจแดง” ว่า

“ผมไม่ใช่ตัวแทนของ โรนัลโด้ สำหรับตอนนี้มันไม่ควรมีข้อเปรียบเทียบอะไร ผมเพียงแค่พยายามเป็น กาเบรียล โอแบร์ตอง เท่านั้น.

บางทีด้วยกระแสความกดดันต่างๆมันเลยทำให้ โอแบร์ตอง มีดีแต่การสับขากระชากหลอกเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับ “ปีศาจแดง” ได้หรือแม้แต่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยก็ตาม

ทีนี้เราก็รู้แล้วล่ะว่าเขาคือ โอแบร์ตอง จริงๆ


1. เฟร็ดดี้ เอดู : เปเล่

เฟร็ดดี้ เอดู

ชื่อนี้เชื่อว่าคอลูกหนังหลายคนคงจะรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาคือไอ้หนูเด็กเทพประจำเกมส์ในคอมพิวเตอร์ที่มีค่าพลังแฝงโคตรจะโหด

เอดู ขึ้นมาเล่นบน เมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ได้ด้วยวัย 14 ปีเท่านั้นและสื่อจากแดนมะกันถึงกับยกย่องให้เขาเป็น ‘เปเล่ คนใหม่’ และด้วยลีลาสมัยวัยเยาว์ของ เอดู ทาง เปเล่ ก็เคยรับชมพร้อมกับกล่าวว่า

“เท้าซ้ายของเขามหัศจรรย์มาก มันเหมือนกับโมซาร์ทเลย พระเจ้าส่ง เฟร็ดดี้ ลงมาเล่นฟุตบอล ถ้าหากเขาเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้พร้อมมันจะไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้แน่ๆ”

ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของ เปเล่ รึเปล่าที่ทำให้หลังจากนั้นชีวิตการค้าแข้งของ เอดู ดิ่งลงแบบไม่น่าเชื่อจากความหวังคนใหม่ของ อเมริกา กลับกลายเป็นแข้งที่โลดแล่นพเนจรไปเรื่อยทั้ง รีล ซอลต์ เลค, เบ็นฟิก้า, โมนาโก, เบเลเนนเซส, อาริส, เคย์คูร์ ริเซสปอร์, ฟิลาเดเฟีย ยูเนียน, บาเฮีย, ยาโกดิน่า, คูพีเอส, แทมปา เบย์ รอว์ดีส์ และล่าสุดคือ ลาส เวกาส ไลท์ส

ไงล่ะ ? เปเล่ มั้ยล่ะ ?


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

ดีแค่ไหนก็ไม่ได้ใจเธอ … 6 แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

อดีต เอล กัปปิตัน แห่ง อัตเลตีโก มาดริด เจ้าของแชมป์ ยูฟา ยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้มีนามว่า กาบี้ เฟร์นานเดซ แม้ว่าเขาจะเพิ่งย้ายทีมไปโกยเงินกับ อัล ซาด ที่กาตาร์ ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะนาฬิกานักเตะอาชีพของเขาเหลือไม่มากแล้ว แต่ทุกคนก็รู้ถึงฝีมือเขาเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าฝีมือดีแค่ไหน เขาก็ ไม่เคยถูกเรียก ติดทีมชาติชุดใหญ่ เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะดันอยู่ในรุ่นห้องเครื่องบาร์เซโลนา ครองพื้นที่ตำแหน่งมิดฟิลด์แดนกระทิงดุอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ชาบี้ เอร์นานเดซ หรือ อันเดรส อีเนียสตา

ซึ่งหากพูดถึงสองคนนี้ในช่วงพีคแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหน จะโดนดองก็คงไม่แปลก ปฏิเสธไม่เลยละครับ ว่าแชมป์โลก 1 ครั้ง และยูโรอีก 2 ครั้ง ของแดนกระทิงดุนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะ 2 มิดฟิลด์ชาวบาร์เซโลนานั่นแหละ เรียกได้ว่าช่วงพีคนี่ ทั้งบาร์เซโลนา และสเปน ต่างก็ประสบความสำเร็จได้จากน้ำมือของมิดฟิลด์ผลผลิตลามาเซีย สองรายนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ กาบี้ คงจะไม่มีโอกาสได้ติดทีมชาติอีกต่อไปแล้ว ด้วยอายุกว่า 35 วันนี้ผมเลยจะพามาดู นักเตะคนอื่นๆ ที่อาภัพแบบ กาบี้ กันบ้าง

รายชื่อ แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

6. มิเกล อาร์เตต้า (ทีมชาติสเปน)

มิเกล อาร์เตต้า

อดีตเพื่อนร่วมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ในทัพ เรอัล โซเซียดาด มีเส้นทางระดับสโมสรที่ยอดเยี่ยม มิเกล อาร์เตต้า เป็นตำนานของเอฟเวอร์ตัน และปิดฉากกับอาร์เซน่อล แบบที่เหล่ากันเนอร์สต่างโค้งคารวะ … ทว่า กับทัพ “กระทิงดุ” แล้ว เหลือเชื่อที่ห้องเครื่องมันสมองกลับโดนหมางเมินจากทีมชุดใหญ่โดยตลอด

อาร์เตต้า ติดโผในทีมชาติชุดเล็กไล่เรียงตั้งแต่รุ่นยู-16 มาจนถึงยู-21 และหากไม่ผิดเพี้ยน กองกลางเลือดนักสู้ควรก้าวอีกระดับเพื่อขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงท็อปฟอร์ม ซึ่งเกิดขึ้นพอดิบพอดีกับที่สเปนอุดมด้วยแข้งฝีเท้าฉกาจเต็มไปหมด อาร์เตต้าได้เพียงชื่นชมเพื่อนร่วมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 ผ่านทางหน้าจอเท่านั้น


5. สตีฟ บรูซ (ทีมชาติอังกฤษ)

แข้งฝีมือดี

ย้อนหลังไปถึงยุค 90 มันเหลือเชื่อสำหรับกองหลังคุณภาพสูง แถมยังเป็นกัปตันทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกเสียด้วย ยี่ห้อ สตีฟ บรูซ มีคุณสมบัติครบถ้วน ความเป็นผู้นำ, เลือดนักสู้ รวมถึงทีเด็ดจากลูกกลางอากาศและความไว้ใจได้ในฐานะเพชฌฆาตลูกนิ่ง 12 หลา

“บรูซซี่” เป็นสมุนเอกของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ในวันที่ไม่มียศเซอร์) แต่ไม่ใช่สำหรับกุนซือ “สิงโตคำราม” ตั้งแต่ยุค บ็อบบี้ ร็อบสัน เรื่อยมาถึง เกรแฮม เทย์เลอร์ หรือ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ โดยบรูซเคยเล่นแค่ทีมชาติชุด บี ในปี 1987 เท่านั้น


4. เคร็ก จอห์นสตัน (ทีมชาติออสเตรเลีย)

ไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติ

ตำนาน “หงส์แดง” ยุค 80 ผู้ให้กำเนิด อาดิดาส พรีเดเตอร์ เคร็ก จอห์นสตัน มีโอกาสโลดแล่นให้กับหลายชาติ เขามีเชื้อสายออสเตรียแต่เกิดที่แอฟริกาใต้ เช่นเดียวกับการได้รับข้อเสนอจาก จ๊อค สตีน ให้เล่นทีมชาติสก็อตแลนด์จากเชื้อสายฝั่งแม่ อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว จอห์นสตันเลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ โดยเล่นให้ทีมระดับยู-21 อยู่สองนัด สมัยอยู่กับมิดเดิ้ลสโบรช์

เมื่อย้ายมาอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูลในปี 1981 ด้วยการเป็นมิดฟิลด์ตัวหลักพาทีมกวาดแชมป์ทั้งในและนอกประเทศ ทว่า จอห์นสตันกลับไม่ได้รับโอกาสจาก บ็อบบี้ ร็อบสัน อีกเลย แม้เคยโดนเรียกติดทีมชุดใหญ่ เมื่อพฤศจิกายน 1987 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามแต่อย่างใด


3. เปาโล ดิ คานิโอ (ทีมชาติอิตาลี)

ทีมชาติชุดใหญ่

ศิลปินลูกหนังตัวจริงเสียงจริง ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับฝีเท้าของ เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานแข้งชาวอิตาเลียน เต็มไปด้วยเทคนิค, ไอเดีย, มันสมอง และชั้นเชิง ทว่า เหลือเชื่อที่ดาวเตะผู้เคยปฏิเสธการร่วมทัพ “ปีศาจแดง” ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างไม่เจตนา (เนื่องจากคิดว่าโดนเพื่อนอำ) กลับไม่เคยได้รับโอกาสติดทัพ “อัซซูรี่” เลยแม้แต่เกมเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุนั้นมาจากบุคลิกอันแข็งกร้าวของเขา ขณะที่บางส่วนระบุว่า สมัยนั้น อิตาลีมีกองหน้าระดับพระกาฬหลายราย หรือบางรายเชื่อว่า การมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในยุคนั้น เป็นการปิดโอกาสในทีมชาติของเขาโดยปริยาย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด มันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้


2. เมาโร ซาราเต้ (ทีมชาติอาร์เจนตินา)

แข้งฝีมือดี ไม่ติดทีมชาติชุดใหญ่

กองหน้าผู้แคล่วคล่องชาวอาร์เจนไตน์ เป็นเจ้าของทำประตูชัยในเกมชิงแชมป์โลก ยู-20 เมื่อปี 2007 ที่พบสาธารณรัฐเช็ก และปีถัดมา เมื่อ “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า เทพเจ้าลูกหนังแดนฟ้าขาวขึ้นคุมทีมชาติชุดใหญ่ เขาเปรยว่า หากไอ้หนูซาราเต้ยังรักษาฟอร์มเก่งไว้ได้ เขาจะมีโอกาสในทีมชุดใหญ่แน่

อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังมาไม่ถึง และในปี 2014 มีข่าวว่า ซาราเต้อาจเลือกเล่นให้ทีมชาติชิลีแทน หลังหลุดโผจากทีมของ “ตาต้า” เคราร์โด้ มาร์ติโน่ กระนั้น ปีถัดมา เขายืนยันว่า เขาคือชาวอาร์เจนไตน์และฝันถึงการรับใช้แผ่นดินเกิดเสมอ … ทว่า จวบจนวันนี้ ด้วยวัย 31 ปี มันคงไม่แคล้วเป็นฝันค้างของซาราเต้เป็นแน่แท้


1. มาร์ค โนเบิล (ทีมชาติอังกฤษ)

6 แข้งฝีมือดี

มิดฟิลด์พันธุ์ผู้ดีลูกหม้อ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ติดทัพ “สิงโตคำราม” รุ่นเล็กมาแล้วอย่างโชกโชน โดยเฉพาะรุ่นยู-21 มาร์ค โนเบิล เป็นกัปตันทีมชุดลุยศึกชิงแชมป์ยุโรป 2009 ก่อนได้รองแชมป์หลังพ่ายเยอรมัน 0-4 โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า นั่นเป็นการติดธงครั้งสุดท้ายของเขา

โนเบิล เป็นหนึ่งในกองกลางฝีเท้ามาตรฐาน แม้อาจไม่ถึงกับโดดเด่นจนต้องขยี้ตา แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนต้องเมินหน้า ยิ่งเมื่อเทียบกับผู้เล่นมากมายที่ถูกเรียกติดธง และในฤดูกาล 2015/16

โนเบิลโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยม และหลายฝ่ายเชื่อว่า มันถึงเวลาแล้วสำหรับการติดทีมชาติชุดใหญ่เพื่อลุยยูโร 2016 ทว่า สุดท้าย รอย ฮ็อดจ์สัน เรียก แจ็ค วิลเชียร์ ไปแทน นั่นเป็นจุดแตกหักที่ทำให้มิดฟิลด์ตัวเก๋าของ “ขุนค้อน” ประกาศหันหลังให้ทีมชาติอังกฤษทันที


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

30 ยังแจ๋ว …5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ

มีนักเตะมากมาย ที่ย้ายมาจากลีกอื่น แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับลีกแดนผู้ดีได้ สุดท้ายแล้วเอาชื่อเสียงไปทิ้งก็มี แต่ก็มีนักเตะบางกลุ่มที่เก่งพอจะเฉิดฉายไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้จะ ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แล้วก็ตาม ซึ่งในแบบหลังนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยเหลือเกิน ซึ่งวันนี้ลิสต์ที่ผมจะเอามาให้ดูได้ชมกันนั้น เป็นแบบอย่างหลังครับ แถมอายุแต่ละคนยัง 30 อัพกันแล้ว เมื่อย้ายมาเล่น ณ พรีเมียร์ ลีก

5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ มีใครกันบ้าง

1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

เขาคือนักเตะที่ประสบความสำเร็จกับทุกที่ที่ไปเล่น แต่ว่าพรสวรรค์และความสุดยอดของเขากลับเป็นที่สงสัยเมื่อเลือกที่จะย้ายมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

ขวบปีที่ผ่านมา ผลงานของ ซลาตัน คือคำตอบทุกอย่าง เขาลงสนามให้กับทีมมากกว่าใครในช่วงก่อนที่จะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน

อันที่จริงพวกคนดูในอังกฤษก็มีเหตุผลที่จะคลางแคลงในตัวของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดในการเล่นที่อังกฤษหรือไม่ ด้วยอายุ 35 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาก็เคยสร้างผลงานในการเจอกับทีมจากอังกฤษมาแล้วเมื่อยิงคนเดียวสองประตูใส่ อาร์เซน่อล เมื่อสมัยเล่นให้กับ บารืเซโลน่า แต่ว่าการเล่นที่ บาร์ซ่า ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้นมันไม่ได้สุดยอดอย่างที่หวังเอาไว้


2. เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ (ฟูแล่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยายามอย่างมากกับการหาตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ทั้ง มาร์ค บอสนิช , ไรมอน ฟาน เดอ ฮาว และ มัสซิโม่ ตาอิบี้ ล้วนแล้วแต่ยังไม่ใช่คำตอบ

สุดท้ายทุกอย่างมาจบลงที่นายทวารชาวดัตช์ที่เขาคว้าตัวมาจาก ฟูแล่ม และก็เข้ามายกระดับทีมได้สำเร็จ

หลังจากที่ได้อยู่กับทีมระดับยักษ์ใหญ่อย่าง อาแจ๊กซ์ และ ยูเวนตุส ตัวของ ฟาน เดอร์ ซาร์ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับใครหลายคนด้วยการเลือกย้ายมาเล่นให้กับ ฟูแล่ม ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ตอนนั้นเขาอายุ 30 ปี ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเยอะสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่ว่าเขาต้องหลีกทางให้กับการมาของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ ยูเวนตุส ซื้อมาจาก ปาร์ม่า ด้วยค่าตัวสถิติโลก


3. เดโก (เชลซี)

เดโก

เดโก้ คือหนึ่งในยอดนักเตะที่ได้รับการเชิดชูน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เขาสามารถเล่นได้ดีทั้งการเล่นเกมรุกและเกมรับ รวมถึงการสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเขาได้ย้ายมาร่วมทีม เชลซี ก่อนที่จะคว้าดับเบิลแชมป์ร่วมกับทีมในยุคของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในเวลาต่อมา

หลังจากที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่บ่อยครั้งในยุคการทำทีมของ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ที่โดนไล่ออกไปในช่วงกลางซีซั่น พอเดโก้ หายเจ็บกลับมา เขาก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์


4. รุด กุลลิต (เชลซี)

รุด กุลลิต

เขาเป็นเหมือนผู้นำกองทัพนักเตะต่างชาติมาค้าแข้งในศึก พรีเมียร์ ลีก โดยเขาเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักเตะคนใหม่แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 1995 หลัวจากที่ประสบความสำเร็จมามากมายในระดับสโมสรทั้ง เฟเยนูร์ด , พีเอสวี และ มิลาน รวมไปถึงการเล่นกับทีมชาติฮอลแลนด์

เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ตำนานนักเตะคนดังชาวอังกฤษ ที่ตอนนั้นคุมเชลซี บอกว่าการได้เห็น กุลลิต เล่นมันเหมือนกับเห็นตัวเอง จากการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งสามารถเล่นในตำแหน่ง สวีปเปอร์ ที่สามารถเปิดเกมบุกได้สวย ๆ หลายต่อหลายครั้งที่ เชลซี จากการผ่านบอลอันแม่นยำ


5. เจอร์เกน คลินส์มันน์ (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส)

เจอร์เกน คลินส์มันน์

คลิ้นส์มันน์ เข้ามาสู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อปี 1994 เมื่อ อลัน ชูการ์ ประธานของทีม “ไก่เดือยทอง”แถลงเปิดตัวเขาต่อหน้าสื่อแบบค่อนข้างเซอร์ไพรส์ โดยเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเขาคือขุนพลหลักของทีมชาติเยอรมัน ที่เขี่ยทีมชาติอังกฤษตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี

ในวัย 30 ปี มีหลายคนค่อนขอดว่าเขาอาจจะไปไม่รอดกับการเล่นในอังกฤษ แต่ว่าไม่ใช่เลย เขาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสนุก และความรักที่ต่อการเล่นฟุตบอล แถมยังชอบเล่นกับสื่อด้วยการแสดงท่าดีใจด้วยการพุ่งหลาวไปบนพื้นสนามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว

30 ประตู ในการมาเล่นในอังกฤษครั้งแรกก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าว เขาออกจาก สเปอร์ส สองปี ก่อนที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ด้วยการยิง 9 ประตู ใน 15 เกม ช่วยให้ต้นสังกัดรอดตกชั้นได้สำเร็จ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

อะสแกน เฟลไลนี่! ทำไม ผี ถึงฝากอนาคตไว้ที่ แข้งหัวฟู ดาดๆ

ไม่น่าเชื่อว่าการแถลงประกาศ ต่อสัญญา มารูยาน เฟลไลนี่ แข้งหัวฟู ของ สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกไปจนถึงปี 2020 จะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่แฟนบอลมากมายขนาดนี้

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม ถูกมองว่ามีโอกาสสูงลิบลิ่วที่จะถูก “ปีศาจแดง” ลอยแพปล่อยให้หมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะคว้าตัวกองกลางที่ดีกว่าเข้ามาเสริมทัพ

มาดูซิว่า เพราะอะไร แมนยู ถึงฝากความหวังไว้ที่ แข้งหัวฟู รายนี้

การย้ายเข้ามาของ เฟร็ด ห้องเครื่องทีมชาติบราซิล ควรจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนมากๆ แล้วว่า เฟลไลนี่ ไม่น่าจะมีอนาคตในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกต่อไป แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาใจจากแฟนบอลเพียงคร่าวๆ เท่านั้น

 

หากพูดกันตรงๆ เราก็ต้องบอกว่าการที่ แมนฯ ยู ต่อสัญญา เฟลไลนี่ ในครั้งนี้ ย่อมต้องมี โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ใหญ่ชาวโปรตุกีส เห็นดีเห็นงามด้วยอย่างแน่นอน และนั่นหมายความว่าดาวเตะหัวฟู จะต้องเป็น 1 ในแข้งคนสำคัญสำหรับแผนการคืนสู่ความยิ่งใหญ่ของทัพ “เร้ด เดวิลส์”

ด้วยความเคารพในฝีเท้าของ เฟลไลนี่ นะครับ แต่แฟนบอลหลายๆ คนของ “ปีศาจแดง” รวมไปถึงสายตาของผู้คนทั้งโลกต่างก็มองว่า เฟลไลนี่ ไม่ได้มีคุณสมบัติของกองกลางที่จะพาทัพ “ผีแดง” คืนสู่ความยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย

เราจะเริ่มกันที่คำถามง่ายๆ ว่า จุดเด่นของ เฟลไลนี่ คืออะไร ?

หลายๆ คนอาจชูมือส่งเสียงดังว่า “ทักษะการเล่นลูกโด่ง” ไม่ว่าจะเป็นการยืนค้ำทำทางให้เพื่อนหรือเป็นผู้ทำประตูด้วยตัวเอง อดีตดาวเตะคนดังของ เอฟเวอร์ตัน ก็เคยสำแดงพิษสงมาหมดแล้ว ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟลไลนี่ มีจุดเด่นกับการเล่นสไตล์นี้จริงๆ

แต่ถ้ามองไปนอกเหนือจากนี้ล่ะ เฟลไลนี่ จะมีประโยชน์อะไรอีกสำหรับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

เฟลไลนี่ ยิงไกลไม่ได้ , เขาไม่มีความคล่องตัว , ไม่มีวิสัยทัศน์การผ่านบอลที่ดี และบางทีอาจจ่ายบอลไกลกว่า 5 หลาไม่ตรงเป้าด้วยซ้ำ , เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแบบเต็มๆ ไม่ได้ แถมยังเข้าบอลโฉ่งฉ่างเสี่ยงต่อการเสียใบเหลืองใบแดงบ่อยๆ

 

นั่นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีของกองกลางเลยสักนิด และมันทำให้แฟนๆ ขบคิดกันหัวแทบแตกว่า มูรินโญ่ เห็นอะไรดีในตัว เฟลไลนี่ นอกเหนือจากยอดขายวิกทรงแอฟโฟร่หน้าสนาม และวินัยความทุ่มเทที่เขาก็สามารถมองหาได้จากผู้เล่นคนอื่นเยอะแยะ

พูดตรงๆ ก็คือ เขาไม่ใช่มิดฟิลด์ระดับ เวิลด์คลาสส์! ไม่ใช่แม้กระทั่งเกรด B ด้วยซ้ำ

ชีวิตของนักเตะอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มีโอกาสจะถูกปักป้ายขายทิ้ง แต่ มูรินโญ่ กลับเลือกขยายสัญญานักเตะอย่าง เฟลไลนี่ แบบไม่ลังเล ทั้งๆ ที่ผลงานก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นกว่า

กระแสตอบรับของแฟนๆ “ปีศาจแดง” หลายๆ คนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง บางคนถึงขั้นจิกกัดตัวเองแกล้งทำเป็นโง่ว่า “วันนี้ใช่วัน เมษา หน้าโง่” หรือไม่ ? บ้างก็บอกว่า มูรินโญ่ ได้แสดงให้เห็นถึงแผนการในใจของเขาแล้วว่าเขาอยากที่จะปั้น แมนฯ ยู ให้เป็นทีมแบบไหนในอนาคตอันไกล้นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยขาดแคลนกองกลางตัวคุมเกมชั้นยอดในช่วง 20 ปีหลังสุด ไม่ว่าจะเป็น ร็อบสัน , คีน , สโคลส์ , เวรอน หรือ คาร์ริค ซึ่งคุณสมบัติของ เฟลไลนี่ นั้นไม่ได้มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ แมนฯ ยู ควรมีเลยแม้แต่น้อยในเวลานี้ ยกเว้นว่าจะถูกวางไว้ให้เป็นตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมเท่านั้น

 

ผลงานลงสนาม 156 นัด ทำไป 20 ประตู อาจจะดีพอสำหรับทีมดาดๆ ทีมอื่นๆ แต่นั่นคงไม่ใช่กับทีมที่กำลังไขว่คว้าหาความสำเร็จสูงสุดอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และแฟนๆ ของพวกเขาก็ยังหวังที่จะได้เห็นสไตล์การเล่นฟุตบอลที่ดุเด็ดเผ็ดมันอยู่เสมอ เพื่อให้สมกับชื่อเสียงของรังเหย้าที่เคยถูกเรียกว่า “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม”

ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา “โรงละครแห่งความฝัน” มีสถานะเป็นเพียงแค่ซิทคอมชวนห่มผ้านอนหลับเท่านั้น!

 

มูรินโญ่ กำลังพยายามทำให้ แมนฯ ยู กลายเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพที่ไม่จำเป็นต้องมาคู่กับรสชาติเร้าใจ แต่เราก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าแฟนๆ “ปีศาจแดง” จะปลาบปลื้มกับเรื่องนี้กันทุกคน

ในปีที่ 3 ของ มูรินโญ่ ถ้าฟุตบอลของเขายังไม่สนุกสนาน และล้มเหลวในการคว้าแชมป์ บางทีเขาอาจต้องยกธงขาว ยุติบทบาทของตัวเองกับ แมนฯ ยู เพียงเท่านี้ โดยมี เฟลไลนี่ เป็น 1 ในรอยบาปสำคัญของยุคมืดที่จะถูกกล่าวขานในทางแย่ๆ ตลอดไป

ถ้ายังไม่มีแชมป์ , ยังไม่สนุก และยังมี เฟลไลนี่! มันก็คงไม่มี มูรินโญ่ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปีหน้าอีกแล้วครับ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com