แข้ง พังไม่เป็นท่า

6 แข้ง พังไม่เป็นท่า ที่เคยถูกยกย่องเหมือนตำนาน แต่สุดท้ายเละเทะ !

มีมากมายหลายต่อหลายครั้งที่ นักฟุตบอล ดาวรุ่ง จะถูกนำไปโยงว่าเป็น แข้งระดับตำนาน คนใหม่ เมื่อโชว์ฟอร์มได้ดี บางคนก็สามารถทะลุขึ้นไปอยู่ในจุดที่คนลืมไปแล้วว่า เคยถูกเทียบกับตำนานคนไหน เพราะเขาสร้างชื่อเสียงมาได้ด้วยตนเอง และในสกู๊ปนี้ผมจะขอหยิบยก แข้ง พังไม่เป็นท่า และแทบไม่ได้ครึ่งของตำนานที่ถูกนำไปเปรียบเทียบ

รวม นักเตะ พังไม่เป็นท่า แต่ถูกยกย่องเยี่ยง แข้งในตำนาน

6. แจ็ค วิลเชียร์ : อันเดรีย ปีร์โล่

แจ็ค วิลเชียร์

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ วิลเชียร์ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ อาร์เซน่อล ใหม่ๆนั้นสาวก “ปืนใหญ่” ค่อนข้างตื่นเต้นและคาดหวังในตัวของไอ้หนูรายนี้มากถึงมากที่สุด

อีกทั้ง มานูเอล เปเยกรินี่ อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงกับเคยพูดเอาไว้ว่า “ผมจำได้ว่า ยูเวนตุส เล่น 3-4 ปีโดยใช้มิดฟิลด์โฮลดิ้งคนเดียวที่ชื่อว่า อันเดรีย ปีร์โล่”

“และ ปีร์โล่ ก็เหมือนกับ แจ็ค เขามีความคล้ายคลึงกับ แจ็ค เอามากๆ”

เชื่อว่าหลายๆคนอาจจะไม่คิดแบบนั้นแต่บางที เปเยกรินี่ คงชื่นชอบในตัวของ วิลเชียร์ อยู่ถึงขนาดฉกตัวไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในฤดูกาลปัจจุบัน


5. อันเดอร์สัน : โรนัลดินโญ่

อันเดอร์สัน

มิดฟิลด์ผู้ไม่เคยหยุดยิ้มของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จในเรื่องของการคว้าถ้วยแชมป์กับทีมเป็นอย่างมากเพราะว่าเขาได้มาอยู่ในยุคสมัยของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

โดยครั้งหนึ่ง อันเดอร์สัน เองเคยให้สัมภาษณ์กับ ‘Telegraph’ สื่อชื่อดังของเกาะอังกฤษเอาไว้ว่า “มันทำให้ผมมีความภูมิใจเอามากๆที่มีคนเปรียบเทียบ โรนัลดินโญ่ กับผมแต่ถึงอย่างนั้น โรนัลดินโญ่ ก็คือ โรนัลดินโญ่ และ อันเดอร์สัน ก็คือ อันเดอร์สัน”

ใช่มั้ยล่ะครับ ทุกๆคนก็คงคิดแบบที่ อันเดอร์สัน พูดไปแล้วเพราะหากมองดูกันจริงๆอดีตมิดฟิลด์จากค่าย “ปีศาจแดง” นั้นแทบไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบได้กับ โรนัลดินโญ่ เลยแม้แต่นิดเดียว


4. โบยาน เกร์กิช : ลีโอเนล เมสซี่

ชโบยาน เกร์กิช

ตอนที่ไอ้หนูนามว่า โบยาน ขึ้นมาโลดแล่นในทีมชุดใหญ่ของ บาร์เซโลน่า ได้ใหม่ๆเขาได้รับการตั้งความหวังเอาไว้ว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของ ลีโอเนล เมสซี่ ด้วยการเป็น เมสซี่ คนใหม่แห่งถิ่น คัมป์ นู

แต่ด้วยความกดดันหรือยังไงไม่ทราบได้ จากฟอร์มพีคๆของ โบยาน ในช่วงต้นนั้นมันกลับกลายเป็นว่าเขาไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นของตัวเองเอาไว้ได้จนสุดท้าย โบยาน ก็ระหกระเหินออกมาจากแคว้นกาตาลัน

ด้วยความผิดหวังของเขา โบยาน เคยเปิดใจผ่าน ‘The Guardian’ ว่า “เมื่อผมตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองคือ เมสซี่คนใหม่ ใช่มันดีนะถ้าหากคุณถูกเปรียบเทียบกับ เมสซี่ แต่สิ่งที่คุณขาดหวังจริงๆจากอาชีพนี้มันคืออะไรล่ะ ?”

สิ่งที่ โบยาน คาดหวังอาจจะไม่ใช่เป็น เมสซี่ คนใหม่แต่อาจจะเป็นการที่เล่นในระดับท็อปของลีกยุโรปอีกครั้งเพราะในตอนนี้เขาเล่นให้กับ สโต๊ค ซิตี้ ในลีก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ของอังกฤษเท่านั้น


3. เอริค เฌมบ้า-เฌมบ้า : รอย คีน

เอริค เฌมบ้า เฌมบ้า

นับตั้งแต่ รอย คีน ก้าวออกจากโรงละครแห่งความฝันไป เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ลองผิดลองถูกมาตลอดและแข้งที่ชื่อว่า เฌมบ้า-เฌมบ้า นี่ถูกลงมติเหมือนกันหมดว่าเป็นการลองผิด

เฌมบ้า-เฌมบ้า เข้ามาสู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยความหวังที่จะกลายเป็น คีน คนใหม่ด้วยการเล่นมิดฟิลด์ตัวรับและมีสไตล์ที่ดุดันทว่าสุดท้ายก็กลายออกลูกเหวอมากไปหน่อยจนถึงกับหาข้อดีที่จะนำไปเปรียบเทียบกับ คีน ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

ฉายาที่สาวก ‘เร้ด อาร์มี่ส์’ ประเทศไทยตั้งเอาไว้ให้ไม่ใช่ เฌมบ้า-เฌมบ้า นะครับแต่เขาคือ เฌมบ้า-เฌมบอ เพราะพี่แกเล่นวิ่งมั่วไปหมด


2. กาเบรียล โอแบร์ตอง : คริสเตียโน่ โรนัลโด้

กาเบรียล โอแบร์ตอง

ตอนที่ โอแบร์ตอง เข้ามาสวมเสื้อสีแดงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือช่วงเวลาที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตัดสินใจออกจากโรงละครแห่งความฝันเพื่อไปอยู่กับ เรอัล มาดริด

มันเลยทำให้เขาถูกคาดหมายว่าจะเป็นตัวแทนของ โรนัลโด้ ในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซึ่งเจ้าตัวก็ยืนยันตั้งแต่วันแรกที่ชูเสื้อของ “ปีศาจแดง” ว่า

“ผมไม่ใช่ตัวแทนของ โรนัลโด้ สำหรับตอนนี้มันไม่ควรมีข้อเปรียบเทียบอะไร ผมเพียงแค่พยายามเป็น กาเบรียล โอแบร์ตอง เท่านั้น.

บางทีด้วยกระแสความกดดันต่างๆมันเลยทำให้ โอแบร์ตอง มีดีแต่การสับขากระชากหลอกเท่านั้นซึ่งสุดท้ายแล้วเขาก็ไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้กับ “ปีศาจแดง” ได้หรือแม้แต่ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยก็ตาม

ทีนี้เราก็รู้แล้วล่ะว่าเขาคือ โอแบร์ตอง จริงๆ


1. เฟร็ดดี้ เอดู : เปเล่

เฟร็ดดี้ เอดู

ชื่อนี้เชื่อว่าคอลูกหนังหลายคนคงจะรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาคือไอ้หนูเด็กเทพประจำเกมส์ในคอมพิวเตอร์ที่มีค่าพลังแฝงโคตรจะโหด

เอดู ขึ้นมาเล่นบน เมเจอร์ลีก สหรัฐอเมริกา ได้ด้วยวัย 14 ปีเท่านั้นและสื่อจากแดนมะกันถึงกับยกย่องให้เขาเป็น ‘เปเล่ คนใหม่’ และด้วยลีลาสมัยวัยเยาว์ของ เอดู ทาง เปเล่ ก็เคยรับชมพร้อมกับกล่าวว่า

“เท้าซ้ายของเขามหัศจรรย์มาก มันเหมือนกับโมซาร์ทเลย พระเจ้าส่ง เฟร็ดดี้ ลงมาเล่นฟุตบอล ถ้าหากเขาเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ให้พร้อมมันจะไม่มีใครสามารถหยุดเขาได้แน่ๆ”

ไม่รู้ว่าเพราะคำพูดของ เปเล่ รึเปล่าที่ทำให้หลังจากนั้นชีวิตการค้าแข้งของ เอดู ดิ่งลงแบบไม่น่าเชื่อจากความหวังคนใหม่ของ อเมริกา กลับกลายเป็นแข้งที่โลดแล่นพเนจรไปเรื่อยทั้ง รีล ซอลต์ เลค, เบ็นฟิก้า, โมนาโก, เบเลเนนเซส, อาริส, เคย์คูร์ ริเซสปอร์, ฟิลาเดเฟีย ยูเนียน, บาเฮีย, ยาโกดิน่า, คูพีเอส, แทมปา เบย์ รอว์ดีส์ และล่าสุดคือ ลาส เวกาส ไลท์ส

ไงล่ะ ? เปเล่ มั้ยล่ะ ?


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

ดีแค่ไหนก็ไม่ได้ใจเธอ … 6 แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

อดีต เอล กัปปิตัน แห่ง อัตเลตีโก มาดริด เจ้าของแชมป์ ยูฟา ยูโรปา ลีก ฤดูกาลที่ผ่านมา ผู้มีนามว่า กาบี้ เฟร์นานเดซ แม้ว่าเขาจะเพิ่งย้ายทีมไปโกยเงินกับ อัล ซาด ที่กาตาร์ ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพราะนาฬิกานักเตะอาชีพของเขาเหลือไม่มากแล้ว แต่ทุกคนก็รู้ถึงฝีมือเขาเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าฝีมือดีแค่ไหน เขาก็ ไม่เคยถูกเรียก ติดทีมชาติชุดใหญ่ เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะดันอยู่ในรุ่นห้องเครื่องบาร์เซโลนา ครองพื้นที่ตำแหน่งมิดฟิลด์แดนกระทิงดุอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ชาบี้ เอร์นานเดซ หรือ อันเดรส อีเนียสตา

ซึ่งหากพูดถึงสองคนนี้ในช่วงพีคแล้ว ต่อให้เก่งแค่ไหน จะโดนดองก็คงไม่แปลก ปฏิเสธไม่เลยละครับ ว่าแชมป์โลก 1 ครั้ง และยูโรอีก 2 ครั้ง ของแดนกระทิงดุนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะ 2 มิดฟิลด์ชาวบาร์เซโลนานั่นแหละ เรียกได้ว่าช่วงพีคนี่ ทั้งบาร์เซโลนา และสเปน ต่างก็ประสบความสำเร็จได้จากน้ำมือของมิดฟิลด์ผลผลิตลามาเซีย สองรายนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ กาบี้ คงจะไม่มีโอกาสได้ติดทีมชาติอีกต่อไปแล้ว ด้วยอายุกว่า 35 วันนี้ผมเลยจะพามาดู นักเตะคนอื่นๆ ที่อาภัพแบบ กาบี้ กันบ้าง

รายชื่อ แข้งฝีมือดี ไม่เคยถูกเรียกติด ทีมชาติชุดใหญ่

6. มิเกล อาร์เตต้า (ทีมชาติสเปน)

มิเกล อาร์เตต้า

อดีตเพื่อนร่วมทีมของ ชาบี อลอนโซ่ ในทัพ เรอัล โซเซียดาด มีเส้นทางระดับสโมสรที่ยอดเยี่ยม มิเกล อาร์เตต้า เป็นตำนานของเอฟเวอร์ตัน และปิดฉากกับอาร์เซน่อล แบบที่เหล่ากันเนอร์สต่างโค้งคารวะ … ทว่า กับทัพ “กระทิงดุ” แล้ว เหลือเชื่อที่ห้องเครื่องมันสมองกลับโดนหมางเมินจากทีมชุดใหญ่โดยตลอด

อาร์เตต้า ติดโผในทีมชาติชุดเล็กไล่เรียงตั้งแต่รุ่นยู-16 มาจนถึงยู-21 และหากไม่ผิดเพี้ยน กองกลางเลือดนักสู้ควรก้าวอีกระดับเพื่อขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงท็อปฟอร์ม ซึ่งเกิดขึ้นพอดิบพอดีกับที่สเปนอุดมด้วยแข้งฝีเท้าฉกาจเต็มไปหมด อาร์เตต้าได้เพียงชื่นชมเพื่อนร่วมชาติคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 และยูโร 2012 ผ่านทางหน้าจอเท่านั้น


5. สตีฟ บรูซ (ทีมชาติอังกฤษ)

แข้งฝีมือดี

ย้อนหลังไปถึงยุค 90 มันเหลือเชื่อสำหรับกองหลังคุณภาพสูง แถมยังเป็นกัปตันทีม “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชุดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกเสียด้วย ยี่ห้อ สตีฟ บรูซ มีคุณสมบัติครบถ้วน ความเป็นผู้นำ, เลือดนักสู้ รวมถึงทีเด็ดจากลูกกลางอากาศและความไว้ใจได้ในฐานะเพชฌฆาตลูกนิ่ง 12 หลา

“บรูซซี่” เป็นสมุนเอกของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (ในวันที่ไม่มียศเซอร์) แต่ไม่ใช่สำหรับกุนซือ “สิงโตคำราม” ตั้งแต่ยุค บ็อบบี้ ร็อบสัน เรื่อยมาถึง เกรแฮม เทย์เลอร์ หรือ เทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ โดยบรูซเคยเล่นแค่ทีมชาติชุด บี ในปี 1987 เท่านั้น


4. เคร็ก จอห์นสตัน (ทีมชาติออสเตรเลีย)

ไม่เคยถูกเรียกติดทีมชาติ

ตำนาน “หงส์แดง” ยุค 80 ผู้ให้กำเนิด อาดิดาส พรีเดเตอร์ เคร็ก จอห์นสตัน มีโอกาสโลดแล่นให้กับหลายชาติ เขามีเชื้อสายออสเตรียแต่เกิดที่แอฟริกาใต้ เช่นเดียวกับการได้รับข้อเสนอจาก จ๊อค สตีน ให้เล่นทีมชาติสก็อตแลนด์จากเชื้อสายฝั่งแม่ อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้ว จอห์นสตันเลือกเล่นให้ทีมชาติอังกฤษ โดยเล่นให้ทีมระดับยู-21 อยู่สองนัด สมัยอยู่กับมิดเดิ้ลสโบรช์

เมื่อย้ายมาอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูลในปี 1981 ด้วยการเป็นมิดฟิลด์ตัวหลักพาทีมกวาดแชมป์ทั้งในและนอกประเทศ ทว่า จอห์นสตันกลับไม่ได้รับโอกาสจาก บ็อบบี้ ร็อบสัน อีกเลย แม้เคยโดนเรียกติดทีมชุดใหญ่ เมื่อพฤศจิกายน 1987 แต่ก็ไม่ได้ลงสนามแต่อย่างใด


3. เปาโล ดิ คานิโอ (ทีมชาติอิตาลี)

ทีมชาติชุดใหญ่

ศิลปินลูกหนังตัวจริงเสียงจริง ไม่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับฝีเท้าของ เปาโล ดิ คานิโอ ตำนานแข้งชาวอิตาเลียน เต็มไปด้วยเทคนิค, ไอเดีย, มันสมอง และชั้นเชิง ทว่า เหลือเชื่อที่ดาวเตะผู้เคยปฏิเสธการร่วมทัพ “ปีศาจแดง” ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่างไม่เจตนา (เนื่องจากคิดว่าโดนเพื่อนอำ) กลับไม่เคยได้รับโอกาสติดทัพ “อัซซูรี่” เลยแม้แต่เกมเดียว

ว่ากันว่า สาเหตุนั้นมาจากบุคลิกอันแข็งกร้าวของเขา ขณะที่บางส่วนระบุว่า สมัยนั้น อิตาลีมีกองหน้าระดับพระกาฬหลายราย หรือบางรายเชื่อว่า การมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในยุคนั้น เป็นการปิดโอกาสในทีมชาติของเขาโดยปริยาย ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด มันยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้


2. เมาโร ซาราเต้ (ทีมชาติอาร์เจนตินา)

แข้งฝีมือดี ไม่ติดทีมชาติชุดใหญ่

กองหน้าผู้แคล่วคล่องชาวอาร์เจนไตน์ เป็นเจ้าของทำประตูชัยในเกมชิงแชมป์โลก ยู-20 เมื่อปี 2007 ที่พบสาธารณรัฐเช็ก และปีถัดมา เมื่อ “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า เทพเจ้าลูกหนังแดนฟ้าขาวขึ้นคุมทีมชาติชุดใหญ่ เขาเปรยว่า หากไอ้หนูซาราเต้ยังรักษาฟอร์มเก่งไว้ได้ เขาจะมีโอกาสในทีมชุดใหญ่แน่

อย่างไรก็ตาม โอกาสดังกล่าวยังมาไม่ถึง และในปี 2014 มีข่าวว่า ซาราเต้อาจเลือกเล่นให้ทีมชาติชิลีแทน หลังหลุดโผจากทีมของ “ตาต้า” เคราร์โด้ มาร์ติโน่ กระนั้น ปีถัดมา เขายืนยันว่า เขาคือชาวอาร์เจนไตน์และฝันถึงการรับใช้แผ่นดินเกิดเสมอ … ทว่า จวบจนวันนี้ ด้วยวัย 31 ปี มันคงไม่แคล้วเป็นฝันค้างของซาราเต้เป็นแน่แท้


1. มาร์ค โนเบิล (ทีมชาติอังกฤษ)

6 แข้งฝีมือดี

มิดฟิลด์พันธุ์ผู้ดีลูกหม้อ “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ติดทัพ “สิงโตคำราม” รุ่นเล็กมาแล้วอย่างโชกโชน โดยเฉพาะรุ่นยู-21 มาร์ค โนเบิล เป็นกัปตันทีมชุดลุยศึกชิงแชมป์ยุโรป 2009 ก่อนได้รองแชมป์หลังพ่ายเยอรมัน 0-4 โดยไม่เฉลียวใจเลยว่า นั่นเป็นการติดธงครั้งสุดท้ายของเขา

โนเบิล เป็นหนึ่งในกองกลางฝีเท้ามาตรฐาน แม้อาจไม่ถึงกับโดดเด่นจนต้องขยี้ตา แต่ก็ไม่ได้น่าเกลียดจนต้องเมินหน้า ยิ่งเมื่อเทียบกับผู้เล่นมากมายที่ถูกเรียกติดธง และในฤดูกาล 2015/16

โนเบิลโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยม และหลายฝ่ายเชื่อว่า มันถึงเวลาแล้วสำหรับการติดทีมชาติชุดใหญ่เพื่อลุยยูโร 2016 ทว่า สุดท้าย รอย ฮ็อดจ์สัน เรียก แจ็ค วิลเชียร์ ไปแทน นั่นเป็นจุดแตกหักที่ทำให้มิดฟิลด์ตัวเก๋าของ “ขุนค้อน” ประกาศหันหลังให้ทีมชาติอังกฤษทันที


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30

30 ยังแจ๋ว …5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ

มีนักเตะมากมาย ที่ย้ายมาจากลีกอื่น แต่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับลีกแดนผู้ดีได้ สุดท้ายแล้วเอาชื่อเสียงไปทิ้งก็มี แต่ก็มีนักเตะบางกลุ่มที่เก่งพอจะเฉิดฉายไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม แม้จะ ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แล้วก็ตาม ซึ่งในแบบหลังนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนน้อยเหลือเกิน ซึ่งวันนี้ลิสต์ที่ผมจะเอามาให้ดูได้ชมกันนั้น เป็นแบบอย่างหลังครับ แถมอายุแต่ละคนยัง 30 อัพกันแล้ว เมื่อย้ายมาเล่น ณ พรีเมียร์ ลีก

5 แข้งดัง ย้ายมาเล่น พรีเมียร์ ลีก หลังอายุ 30 แต่ยังเทพ มีใครกันบ้าง

1. ซลาตัน อิบราฮิโมวิช (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช

เขาคือนักเตะที่ประสบความสำเร็จกับทุกที่ที่ไปเล่น แต่ว่าพรสวรรค์และความสุดยอดของเขากลับเป็นที่สงสัยเมื่อเลือกที่จะย้ายมาเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แห่งศึก พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ

ขวบปีที่ผ่านมา ผลงานของ ซลาตัน คือคำตอบทุกอย่าง เขาลงสนามให้กับทีมมากกว่าใครในช่วงก่อนที่จะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน

อันที่จริงพวกคนดูในอังกฤษก็มีเหตุผลที่จะคลางแคลงในตัวของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดในการเล่นที่อังกฤษหรือไม่ ด้วยอายุ 35 ปี โดยก่อนหน้านี้เขาก็เคยสร้างผลงานในการเจอกับทีมจากอังกฤษมาแล้วเมื่อยิงคนเดียวสองประตูใส่ อาร์เซน่อล เมื่อสมัยเล่นให้กับ บารืเซโลน่า แต่ว่าการเล่นที่ บาร์ซ่า ในยุคของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า นั้นมันไม่ได้สุดยอดอย่างที่หวังเอาไว้


2. เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ (ฟูแล่ม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์

อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พยายามอย่างมากกับการหาตัวแทนของ ปีเตอร์ ชไมเคิล ทั้ง มาร์ค บอสนิช , ไรมอน ฟาน เดอ ฮาว และ มัสซิโม่ ตาอิบี้ ล้วนแล้วแต่ยังไม่ใช่คำตอบ

สุดท้ายทุกอย่างมาจบลงที่นายทวารชาวดัตช์ที่เขาคว้าตัวมาจาก ฟูแล่ม และก็เข้ามายกระดับทีมได้สำเร็จ

หลังจากที่ได้อยู่กับทีมระดับยักษ์ใหญ่อย่าง อาแจ๊กซ์ และ ยูเวนตุส ตัวของ ฟาน เดอร์ ซาร์ ก็สร้างเซอร์ไพรส์ให้กับใครหลายคนด้วยการเลือกย้ายมาเล่นให้กับ ฟูแล่ม ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ตอนนั้นเขาอายุ 30 ปี ซึ่งก็ไม่ได้ถือว่าเยอะสำหรับผู้เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตู แต่ว่าเขาต้องหลีกทางให้กับการมาของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ที่ ยูเวนตุส ซื้อมาจาก ปาร์ม่า ด้วยค่าตัวสถิติโลก


3. เดโก (เชลซี)

เดโก

เดโก้ คือหนึ่งในยอดนักเตะที่ได้รับการเชิดชูน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เขาสามารถเล่นได้ดีทั้งการเล่นเกมรุกและเกมรับ รวมถึงการสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยเขาได้ย้ายมาร่วมทีม เชลซี ก่อนที่จะคว้าดับเบิลแชมป์ร่วมกับทีมในยุคของ คาร์โล อันเชล็อตติ ในเวลาต่อมา

หลังจากที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่บ่อยครั้งในยุคการทำทีมของ หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ที่โดนไล่ออกไปในช่วงกลางซีซั่น พอเดโก้ หายเจ็บกลับมา เขาก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์


4. รุด กุลลิต (เชลซี)

รุด กุลลิต

เขาเป็นเหมือนผู้นำกองทัพนักเตะต่างชาติมาค้าแข้งในศึก พรีเมียร์ ลีก โดยเขาเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นนักเตะคนใหม่แห่งถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อปี 1995 หลัวจากที่ประสบความสำเร็จมามากมายในระดับสโมสรทั้ง เฟเยนูร์ด , พีเอสวี และ มิลาน รวมไปถึงการเล่นกับทีมชาติฮอลแลนด์

เกล็น ฮ็อดเดิ้ล ตำนานนักเตะคนดังชาวอังกฤษ ที่ตอนนั้นคุมเชลซี บอกว่าการได้เห็น กุลลิต เล่นมันเหมือนกับเห็นตัวเอง จากการเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง รวมทั้งสามารถเล่นในตำแหน่ง สวีปเปอร์ ที่สามารถเปิดเกมบุกได้สวย ๆ หลายต่อหลายครั้งที่ เชลซี จากการผ่านบอลอันแม่นยำ


5. เจอร์เกน คลินส์มันน์ (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส)

เจอร์เกน คลินส์มันน์

คลิ้นส์มันน์ เข้ามาสู่ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เมื่อปี 1994 เมื่อ อลัน ชูการ์ ประธานของทีม “ไก่เดือยทอง”แถลงเปิดตัวเขาต่อหน้าสื่อแบบค่อนข้างเซอร์ไพรส์ โดยเมื่อ 4 ปีก่อนหน้าเขาคือขุนพลหลักของทีมชาติเยอรมัน ที่เขี่ยทีมชาติอังกฤษตกรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกที่ประเทศอิตาลี

ในวัย 30 ปี มีหลายคนค่อนขอดว่าเขาอาจจะไปไม่รอดกับการเล่นในอังกฤษ แต่ว่าไม่ใช่เลย เขาพิสูจน์ให้เห็นถึงความสนุก และความรักที่ต่อการเล่นฟุตบอล แถมยังชอบเล่นกับสื่อด้วยการแสดงท่าดีใจด้วยการพุ่งหลาวไปบนพื้นสนามจนกลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของเขาไปแล้ว

30 ประตู ในการมาเล่นในอังกฤษครั้งแรกก็เพียงพอที่จะทำให้เขาได้รับเลือกให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมผู้สื่อข่าว เขาออกจาก สเปอร์ส สองปี ก่อนที่จะกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง ด้วยการยิง 9 ประตู ใน 15 เกม ช่วยให้ต้นสังกัดรอดตกชั้นได้สำเร็จ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

อะสแกน เฟลไลนี่! ทำไม ผี ถึงฝากอนาคตไว้ที่ แข้งหัวฟู ดาดๆ

ไม่น่าเชื่อว่าการแถลงประกาศ ต่อสัญญา มารูยาน เฟลไลนี่ แข้งหัวฟู ของ สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกไปจนถึงปี 2020 จะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่แฟนบอลมากมายขนาดนี้

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ดาวเตะทีมชาติเบลเยี่ยม ถูกมองว่ามีโอกาสสูงลิบลิ่วที่จะถูก “ปีศาจแดง” ลอยแพปล่อยให้หมดสัญญาในช่วงซัมเมอร์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะคว้าตัวกองกลางที่ดีกว่าเข้ามาเสริมทัพ

มาดูซิว่า เพราะอะไร แมนยู ถึงฝากความหวังไว้ที่ แข้งหัวฟู รายนี้

การย้ายเข้ามาของ เฟร็ด ห้องเครื่องทีมชาติบราซิล ควรจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนมากๆ แล้วว่า เฟลไลนี่ ไม่น่าจะมีอนาคตในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกต่อไป แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาใจจากแฟนบอลเพียงคร่าวๆ เท่านั้น

 

หากพูดกันตรงๆ เราก็ต้องบอกว่าการที่ แมนฯ ยู ต่อสัญญา เฟลไลนี่ ในครั้งนี้ ย่อมต้องมี โชเซ่ มูรินโญ่ เทรนเนอร์ใหญ่ชาวโปรตุกีส เห็นดีเห็นงามด้วยอย่างแน่นอน และนั่นหมายความว่าดาวเตะหัวฟู จะต้องเป็น 1 ในแข้งคนสำคัญสำหรับแผนการคืนสู่ความยิ่งใหญ่ของทัพ “เร้ด เดวิลส์”

ด้วยความเคารพในฝีเท้าของ เฟลไลนี่ นะครับ แต่แฟนบอลหลายๆ คนของ “ปีศาจแดง” รวมไปถึงสายตาของผู้คนทั้งโลกต่างก็มองว่า เฟลไลนี่ ไม่ได้มีคุณสมบัติของกองกลางที่จะพาทัพ “ผีแดง” คืนสู่ความยิ่งใหญ่เลยแม้แต่น้อย

เราจะเริ่มกันที่คำถามง่ายๆ ว่า จุดเด่นของ เฟลไลนี่ คืออะไร ?

หลายๆ คนอาจชูมือส่งเสียงดังว่า “ทักษะการเล่นลูกโด่ง” ไม่ว่าจะเป็นการยืนค้ำทำทางให้เพื่อนหรือเป็นผู้ทำประตูด้วยตัวเอง อดีตดาวเตะคนดังของ เอฟเวอร์ตัน ก็เคยสำแดงพิษสงมาหมดแล้ว ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เฟลไลนี่ มีจุดเด่นกับการเล่นสไตล์นี้จริงๆ

แต่ถ้ามองไปนอกเหนือจากนี้ล่ะ เฟลไลนี่ จะมีประโยชน์อะไรอีกสำหรับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด

เฟลไลนี่ ยิงไกลไม่ได้ , เขาไม่มีความคล่องตัว , ไม่มีวิสัยทัศน์การผ่านบอลที่ดี และบางทีอาจจ่ายบอลไกลกว่า 5 หลาไม่ตรงเป้าด้วยซ้ำ , เขาเป็นมิดฟิลด์ตัวรับแบบเต็มๆ ไม่ได้ แถมยังเข้าบอลโฉ่งฉ่างเสี่ยงต่อการเสียใบเหลืองใบแดงบ่อยๆ

 

นั่นไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีของกองกลางเลยสักนิด และมันทำให้แฟนๆ ขบคิดกันหัวแทบแตกว่า มูรินโญ่ เห็นอะไรดีในตัว เฟลไลนี่ นอกเหนือจากยอดขายวิกทรงแอฟโฟร่หน้าสนาม และวินัยความทุ่มเทที่เขาก็สามารถมองหาได้จากผู้เล่นคนอื่นเยอะแยะ

พูดตรงๆ ก็คือ เขาไม่ใช่มิดฟิลด์ระดับ เวิลด์คลาสส์! ไม่ใช่แม้กระทั่งเกรด B ด้วยซ้ำ

ชีวิตของนักเตะอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ ขณะที่ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล มีโอกาสจะถูกปักป้ายขายทิ้ง แต่ มูรินโญ่ กลับเลือกขยายสัญญานักเตะอย่าง เฟลไลนี่ แบบไม่ลังเล ทั้งๆ ที่ผลงานก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นกว่า

กระแสตอบรับของแฟนๆ “ปีศาจแดง” หลายๆ คนไม่อยากจะเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นความจริง บางคนถึงขั้นจิกกัดตัวเองแกล้งทำเป็นโง่ว่า “วันนี้ใช่วัน เมษา หน้าโง่” หรือไม่ ? บ้างก็บอกว่า มูรินโญ่ ได้แสดงให้เห็นถึงแผนการในใจของเขาแล้วว่าเขาอยากที่จะปั้น แมนฯ ยู ให้เป็นทีมแบบไหนในอนาคตอันไกล้นี้

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยขาดแคลนกองกลางตัวคุมเกมชั้นยอดในช่วง 20 ปีหลังสุด ไม่ว่าจะเป็น ร็อบสัน , คีน , สโคลส์ , เวรอน หรือ คาร์ริค ซึ่งคุณสมบัติของ เฟลไลนี่ นั้นไม่ได้มีอะไรที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ แมนฯ ยู ควรมีเลยแม้แต่น้อยในเวลานี้ ยกเว้นว่าจะถูกวางไว้ให้เป็นตัวสำรองลงมาเปลี่ยนเกมเท่านั้น

 

ผลงานลงสนาม 156 นัด ทำไป 20 ประตู อาจจะดีพอสำหรับทีมดาดๆ ทีมอื่นๆ แต่นั่นคงไม่ใช่กับทีมที่กำลังไขว่คว้าหาความสำเร็จสูงสุดอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด และแฟนๆ ของพวกเขาก็ยังหวังที่จะได้เห็นสไตล์การเล่นฟุตบอลที่ดุเด็ดเผ็ดมันอยู่เสมอ เพื่อให้สมกับชื่อเสียงของรังเหย้าที่เคยถูกเรียกว่า “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม”

ในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา “โรงละครแห่งความฝัน” มีสถานะเป็นเพียงแค่ซิทคอมชวนห่มผ้านอนหลับเท่านั้น!

 

มูรินโญ่ กำลังพยายามทำให้ แมนฯ ยู กลายเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพที่ไม่จำเป็นต้องมาคู่กับรสชาติเร้าใจ แต่เราก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นักว่าแฟนๆ “ปีศาจแดง” จะปลาบปลื้มกับเรื่องนี้กันทุกคน

ในปีที่ 3 ของ มูรินโญ่ ถ้าฟุตบอลของเขายังไม่สนุกสนาน และล้มเหลวในการคว้าแชมป์ บางทีเขาอาจต้องยกธงขาว ยุติบทบาทของตัวเองกับ แมนฯ ยู เพียงเท่านี้ โดยมี เฟลไลนี่ เป็น 1 ในรอยบาปสำคัญของยุคมืดที่จะถูกกล่าวขานในทางแย่ๆ ตลอดไป

ถ้ายังไม่มีแชมป์ , ยังไม่สนุก และยังมี เฟลไลนี่! มันก็คงไม่มี มูรินโญ่ ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปีหน้าอีกแล้วครับ


ติดตามบทความ สกู๊ป ฟุตบอล เจ๋งๆ ได้ที่ >>  restoreokpubliceducation.com

Beer

ดื่มให้ปลิ้นแล้วเชียร์ให้ลั่น! เช็คที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กัน

เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “ที่ไหนมีบอล ที่นั่นต้องมีเบียร์” กันบ้างมั้ยครับ ?  เพราะ บอลกับเบียร์ เป็นของคู่กันเสมอ

ที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กันเสมอ

ว่ากันว่า วัฒนธรรมการเชียร์บอลในที่สาธารณะ เราจะแบ่งแฟนบอลได้เป็น 3 ประเภท

1. The fantastic fan – กลุ่มแฟนพันธุ์แท้ที่บ้าบอลขึ้นสมอง หายใจเป็นฟุตบอล รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับสถิติต่างๆ ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

2. The normal fan – แฟนกลุ่มนี้จะรู้เรื่องเกมลูกหนังระดับปานกลาง สามารถปล่อยวางกับผลการแข่งขันได้ง่ายๆ ชีวิตพวกเขาไม่ได้ถูกควบคุมด้วยฟุตบอล ใครชวนไปเมาที่ไหนก็ไป

3. The Flirt – คนดูบอลทั่วไปที่อยากแฮงค์เอาท์ร่วมกันเป็นหมู่คณะ อยากสัมผัสหรือมีส่วนร่วมกับอีเว้นท์กีฬาระดับโลกนิดๆ หน่อยๆ

เจมส์ เพียร์ซ นักข่าววงในทีม ลิเวอร์พูล เคยระบุว่า เขาเห็นแฟนบอลต่างแดนมากมาย ที่ลงทุนเดินทางไกลหลายพันไมล์ เพียงเพื่อมาจ่ายเงินดื่มเบียร์และเต้นแร้งเต้นกาแค่ตรงประตูหน้าสนามเท่านั้น!

แล้วทำไมมันต้องเป็น “บอลคู่กับเบียร์” ด้วยล่ะ ? ในเมื่อน้ำมึนเมาก็มีตั้งหลายอย่าง เราอาจมองคร่าวๆ ว่า เบียร์นั้นสะดวกต่อการดื่มระหว่างเกมมากที่สุด มันไม่ต้องการน้ำแข็งหรือมิกเซอร์ แต่หากวิเคราะห์กันในแง่เชิงประวัติศาสตร์เพื่อให้ดูมีความรู้สักหน่อย เราคงต้องบอกว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เติบโตขึ้นจากคนชั้นแรงงาน พวกเขาไม่ได้เล่น คริกเก็ต , เทนนิส หรือ กอล์ฟ ในวันว่างๆ

สาวๆ ดื่ม ค็อกเทล , ศิลปินละเลียดรสชาติของไวน์ ขณะที่สุภาพบุรุษอาจเลือกหยิบวิสกี้

แต่ชายชาตรีจะเลือกดื่มเบียร์เท่านั้น!

บอลกับเบียร์
ถึงแม้วัฒนธรรมการดื่มเบียร์จะอยู่คู่กับฟุตบอลมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่มันก็เคยถูกจับแยกจากสนามฟุตบอลในช่วงยุค 70-80 ที่มีการรณรงค์อย่างหนัก โดยเฉพาะที่ อังกฤษ เนื่องจากองค์กรณ์ต่างๆ นั้นมองว่า แอลกอฮอล์ คือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุทะเลาะวิวาท

โศกนาฏกรรมที่ เฮย์เซล เมื่อ 30 กว่าปีก่อน คือหนึ่งในหลักฐานใหญ่ที่ว่านี้ การสูญเสียที่เกิดจากความมึนเมาคึกคะนอง , เหตุการณ์ตีกันยับระหว่างแฟนบอลอังกฤษ กับ รัสเซีย ที่เมือง มาร์กเซย ใน ยูโร 2016 นั่นก็ใช่! ซึ่งมันทำให้พฤติกรรมการดื่มเบียร์ในสนามระหว่างแมตช์ กลายเป็นบาปต้องห้าม!

เวลาผ่านล่วงเลยมาถึงปี 2018 “วัฒนธรรมดื่มเบียร์ในสนามฟุตบอล” เริ่มกลับมาได้รับการยอมรับ อาจมีบางที่ยังคงสั่งห้าม แต่หลายๆ ที่ก็อนุญาตแล้ว เนื่องด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยยุคใหม่ที่ดีขึ้น เช่นเดียวกับแฟนบอลหลายๆ ประเทศ ที่ไม่มีนักเลงคอยสร้างปัญหามากนัก จะเว้นไว้ก็แค่เกมดาร์บี้แมตช์บางนัด หรือชาติอย่าง อังกฤษ ที่ยังคงห้ามดื่มในสนามฟุตบอลแบบยาวๆ

ที่ไหนมีบอล ที่นั่นต้องมีเบียร์

คำถามก็คือ….การห้ามดื่มเบียร์ระหว่างแมตช์ จะช่วยลดปัญหาทะเลาะวิวาทได้จริงๆ เหรอ ? บ้างก็ว่า ถึงแม้นักดื่มเหล่านั้นจะทำตัวเรียบร้อย แต่พวกเขาก็ต้องลุกขอทางไปปัสสาวะทุกๆ 15 นาทีอยู่ดี ซึ่งนั่นทำลายอรรถรสการดูบอลของคนอื่น

แต่พูดก็พูดเถอะ! คนถ้ามันจะดื่ม ยังไงมันก็ไปหามาดื่มจนได้! ไม่ว่าจะก่อนเกม , ระหว่างเกม หรือหลังเกม เราจะได้เห็นคนเมากลิ่นละมุดในสนามฟุตบอลอยู่เสมอ นั่นก็เพราะพวกเขาจะต้อง “เมา” ให้ได้อยู่แล้ว

ในกีฬาที่เข้าปะทะหนักๆ อย่าง รักบี้ น่าสนใจว่าพวกเขาไม่ได้มีกฎห้ามดื่มที่ว่านี้ แฟนๆ สามารถกระดกขวดเบียร์ในระหว่างดูเกมได้ตามใจชอบ ซึ่งต่างกับฟุตบอลที่ยังติดภาพเถื่อนๆ อยู่ และถึงแม้โลกจะเปลี่ยนไปมาก แต่มันก็ยังชวนให้ขบคิดกันเสมอว่า การดื่มในสนามฟุตบอลควรเป็นเรื่องต้องห้ามต่อไปมั้ย

ปัจจุบัน หลายๆ ทีมและทัวร์นาเมนต์ระดับโลกมีท่าทีผ่อนปรนจากเดิมเยอะ แก้วพลาสติกถูกนำมาใช้ , เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด สโมสร ฮัมบูร์ก ถึงขั้นถือนโยบายแจกเบียร์ฟรีคนละ 1 แก้ว ในทุกๆ ครั้งที่ทีมทำประตูได้เวลาเฝ้าบ้าน , สนาม แอนฟิลด์ ของ ลิเวอร์พูล พึ่งจะจัดแมตช์รักบี้ไปหมาดๆ โดยอนุญาตให้ดื่มเบียร์จากขวดแก้วปกติเลยด้วยซ้ำ และล่าสุดใน เวิลด์ คัพ 2018 เราก็ได้เห็นแฟนบอลชาติต่างๆ ถือแก้วยืนเชียร์บอลกันอย่างสนุกสนาน

เช็คที่มา ทำไม บอลกับเบียร์ ต้องคู่กัน

ล่าสุด สื่อทั่วโลกตีข่าวพร้อมเพรียงกันว่าเบียร์ใน รัสเซีย ทั้งประเทศกำลังขาดตลาดอย่างหนัก เนื่องจากโดนแฟนบอลกว้านซื้อไปแทบหมดเกลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นที่ มอสโก , เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก , คาซาน หรือ นอฟโกรอด กระทบเหล่านักดื่มกันไปทั่ว

บริกรของร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งใน มอสโก เปิดเผยเรื่องนี้กับ บีบีซี โดยระบุว่า “เราไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะสั่งแค่เบียร์อย่างเดียวจริงๆ” บางทีมันอาจเป็นเพราะคน รัสเซีย อินกับ วอดก้า เครื่องดื่มยอดนิยมที่อยู่คู่กับประเทศแห่งนี้มา 500 กว่าปีแล้ว

น้ำละลายพฤติกรรมที่ทำให้การเชียร์บอลสนุกขึ้น แต่ก็อาจเป็นน้ำเปลี่ยนนิสัยที่ทำให้คนดีๆ กลายเป็นเลวต่ำตมได้ , น้ำที่หากได้รับการควบคุมที่ดี ก็อาจเป็นสีสันที่น่ามอง แต่ถ้าเกินลิมิตมากไป ก็อาจดูอุจาดตาได้ไม่ยาก , น้ำที่อาจไม่เหมาะกับคนในทุกๆ ที่

หลังจากนี้ คงไม่มีใครรู้ว่าธรรมเนียมหรือกฎการเชียร์ฟุตบอลในสนามจะเป็นอย่างไรต่อไป และคงไม่มีใครให้คำตอบ ณ เวลานี้ได้เช่นกันว่า การดื่มเบียร์ในสนามระหว่างดูบอลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่ ? แต่สิ่งหนึ่งที่จริงแท้แน่นอนก็คือ เบียร์กับบอลจะเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะเปิดเผยหรือหลบซ่อนก็ตาม


ยังมีบทความสนุกๆ ให้ได้อ่านอีกเพียบ แค่ติดตาม restoreokpubliceducation.com